หน้าแรก > รายละเอียดบทความ

บทความเพื่อสุขภาพ

ไข้เลือดออก (Dengue Fever)

10 กันยายน 2562

HIGHLIGHTS:

 

  • ไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์
  • ได้แก่ สายพันธุ์ที่ 1,2,3 และ4 มียุงลายเป็นพาหะนำโรคยุงลายจะไปกัดผู้ที่มีเชื้อไวรัสเดงกีในกระแสเลือด
  • เชื้อไวรัสก็จะสะสมและฟักตัวอยู่ในกระเพาะอาหารและต่อมน้ำลายของยุงลายโดยมีระยะฟักตัว 8-12 วัน

 

 

      ไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ที่ 1,2,3 และ4 มียุงลายเป็นพาหะนำโรคยุงลายจะไปกัดผู้ที่มีเชื้อไวรัสเดงกีในกระแสเลือด จากนั้นเชื้อไวรัสก็จะสะสมและฟักตัวอยู่ในกระเพาะอาหารและต่อมน้ำลายของยุงลายโดยมีระยะฟักตัว 8-12 วัน เมื่อยุงลายไปกัดผู้ป่วยคนอื่นต่อทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค โดยถ้าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเดงกี่สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันกับสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่ก็ยังสามารถติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้อีกซึ่งการติดเชื้อครั้งที่ 2 มักจะรุนแรงกว่าครั้งแรก

 

ไข้เลือดออกแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ


ระยะที่ 1 คือระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน มีไข้มากกว่า 38 องศา มีไข้สูงลอย 2-7 วัน อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา และอาจจะมีเลือดออกง่าย เนื่องจากเส้นเลือดแดงเปราะ เช่น เป็นจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง เลือดออกตามไรฟัน ถ้าอาการรุนแรงมากอาจจะมีเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายสีดำ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บใต้ชายโครงขวาและอาจจะมีตับโตได้

ระยะที่ 2 คือระยะไข้ลง ระยะวิกฤต หรือระยะช็อค ระยะนี้จะอยู่ที่วันที่ 3-8 ของตัวโรค ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยมีไข้มาแล้วกี่วัน เป็นระยะที่มีน้ำเหลืองรั่วของจากหลอดเลือดของผู้ป่วย เข้าไปยังช่องปอดและช่องท้อง ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจเหนื่อย ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว มีไข้ลงอย่างรวดเร็ว กระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น รวมถึงอาจมีอาการรุนแรงถึงขึ้นวัดชีพจรไม่ได้ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 12-24 ชม. หลังจากมีระยะช็อค ส่วนในรายที่ไม่รุนแรงก็จะมีเพียงไข้ลง ปลายมือปลายเท้าเย็น แต่ไม่มีภาวะช็อค

ระยะที่ 3 คือระยะฟื้นตัว ในระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ผู้ป่วยจะมีปัสสาวะออกมาก มีความอยากอาหาร และมีผื่นที่มีลักษณะเฉพาะคือตรงกลางจะเป็นสีขาวของผิวหนังปกติท่ามกลางผื่นสีแดงและมีอาการคัน โดยรวมแล้วจะมีระยะเวลาการดำเนินโรคกรณีไม่มีภาวะแทรกซ้อนประมาณ 7-10 วัน

 

การตรวจวินิจฉัย


      แพทย์จะใช้อาการทางคลีนิคร่วมกับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฎิบัติการ เช่น มีไข้สูงลอย 2 -7 วัน มีจุดจ้ำเลือดตามตัว เลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดออกตามที่ต่าง ๆ มีภาวะตับโตหรือภาวะช็อค ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่แพทย์สามารถตรวจได้ เช่น ตรวจจำนวนของเกร็ดเลือด คือน้อยกว่า 100,000 ตรวจความเข้มข้นของเกร็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 20 % นอกจากนั้นจะมีการตรวจยืนยันตัวเชื้อ โดยตรวจตัวเชื้อโดยตรงหรือตรวจภูมิคุ้มกันต่อตัวเชื้อ

 

วิธีรักษา


    ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านเพื่อฆ่าตัวเชื้อไวรัสไข้เลือดออก การรักษาจะเป็นแบบประคับประคอง ถ้าเป็นภาวะไข้เลือดออกที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จะสามารถหายได้เองภายใน 2-7 วัน


1. หากผู้ป่วยที่มีไข้สูงสามารถทานยาลดไข้ หรือพาราเซตามอลได้ แต่ไม่ควรทานมากเกินไป และควรหลีกเลี่ยงยาลดไข้ที่มีฤทธิ์ลดไข้อย่างแรงและกัดกระเพาะ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีเลือดออกง่าย
2. เช็ดตัวลดไข้ โดยสามารถเช็ดตัวลดไข้ได้เพื่อช่วยลดไข้ผู้ป่วย
3. รับประทานน้ำมาก ๆ ผสมเกลือแร่ เนื่องจากช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูงจะมีการขาดเกลือแร่มาก
4. รับประทานอาหารอ่อนและควรหลีกเลี่ยงอาหารสีดำหรือสีแดง เพราะอาจทำให้แพทย์วินิจฉัยผิดพลาดได้ หากผู้ป่วยมีถ่ายดำร่วมด้วย

   โรคไข้เลือดออกในระยะแรก คนไข้ยังไม่ต้องจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ แต่ควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอและสังเกตอาการถ้าหากว่ามีอาการเพลียมาก ซึมมาก อาเจียนมาก ปวดท้อง หรือไม่มีปัสสาวะออกเลยเป็นเวลามากกว่า 6 ชม ให้ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

 

การป้องกันโรคไข้เลือดออก


1. ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยการใส่เสื้อผ้ามิดชิด นอนในมุง
2. ใช้สารไล่ยุงต่าง ๆ
3. ทำลายแหล่งเพราะพันธุ์ยุงลาย โดยยุงลายมักจะวางไข่ในภาชนะที่มีน้ำใสและนิ่งเป็นระยะเวลาเกิน 7 วัน ก็ควรจะปิดฝาภาชนะหรือเทน้ำทิ้ง
4. พิจารณาใช้วัคซีนในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 9 ปีและเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว เพื่อป้องกันไข้เลือดออกสายพันธุ์อื่นๆต่อไป

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 

แผนกอายุรกรรม 

ชั้น 1 อาคาร C  โทร . 038-320-300 ต่อ 4001-2

 

ติดต่อสมิติเวช

 

ศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติม

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 038-320-300