หน้าแรก > รายละเอียดบทความ

บทความเพื่อสุขภาพ

ตารางการให้วัคซีนในเด็ก

27 มีนาคม 2563

การดูแลทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย...

หลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล

พญ. ดลยา ประสาทอาภรณ์

กุมารแพทย์ฺเฉพาะทางทารกแรกเกิดและปริกำเนิด

1. ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย ส่วนใหญ่มักเป็นทารกคลอดก่อนกำหนด จะมีปัญหาหลับนาน ปลุกตื่นยาก ดูดนมแล้วหลับบ่อย เนื่องจากความสามารถในการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมภายนอกยังไม่ดีเท่าทารกคลอดครบกำหนด จึงมีความจำเป็นต้องกระตุ้นปลุก หากทารกหลับนานเกิน 3 ชั่วโมง เพื่อให้ทารกนำหนักไม่ลดมากเกินไปในช่วงแรก และเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของทารก

2. เนื่องจากทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย มีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายน้อย รวมกับพื้นที่ผิวกายเทียบกับน้ำหนักจะมากกว่าทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวปกติ ทำให้ความสามารถในการทนต่ออากาศเย็นน้อยกว่าทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวปกติ ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของอายุ จึงต้องระวังเรื่องภาวะตัวเย็น โดยใช้ผ้าห่อตัว สวมหมวก และถุงมือถุงเท้า หากเลี้ยงทารกในห้องปรับอากาศควรตั้งอุณหภูมิให้มากกว่าหรือเท่ากับ 27 องศาเซลเซียส

3. เฝ้าระวังภาวะตัวเหลือง เนื่องจากทารกน้ำหนักตัวน้อยมีโอกาสที่จะตัวเหลืองได้ง่าย และนานกว่าทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวปกติ ดังนั้นจึงต้องสังเกตุว่ามีสภาวะตัวเหลืองหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรก และหมั่นกระตุ้นปลุกให้ดูดนม เนื่องจากสารมีสีรูบินหรือสารสีเหลืองนั้นถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และอุจจาระ ดังนั้นหากทารกดูดนมได้ดีสารมีสีรูบินก็จะลดลงเร็ว หรือหายตัวเหลืองเร็ว นอกจากนั้นการดูดนมบ่อยๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ต่ำและคงที่อีกด้วย

อาการแพ้นมวัว

จะมีอาการอย่างไร และจะต้องรักษาอย่างไร

พญ. มาลินี เปี่ยมวัตถากรณ์

กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และอิมมูนวิทยา

อาการแพ้นมวัวมีอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งอาการทางผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร แบ่งอาการตามกลไกที่เกิดได้ 3 แบบคือ

1. การแพ้แบบปฏิกิริยาไอจีอี (IgE Mediated Type) การแพ้ชนิดนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไอจีอี อาการจะเกิดเร็ว มักเกิดใน 2 ชั่วโมง เช่น ลมพิษ ปากบวม ไอ หอบ หรือแพ้รุนแรง (anaphylaxis)

2. การแพ้แบบปฏิกิริยาไม่ผ่านไอจีอี (Non-IgE Mediated Type) อาการเกิดช้า อาจเป็นหลายชั่วโมงหรือหลายวัน เช่น ท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด

3. อาการแพ้ปฏิกิริยาร่วม (Mix Type) เช่น ผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ (atopic dermatittis)

ผู้ที่แพ้โปรตีนนมวัว มักมีอาการแสดงตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป และโดยมากเกิดภายใน 1 สัปดาห์หลังจากได้รับนมวัว ซึ่งต้องวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการแสดงคล้ายกัน แต่หากมีอาการเดิมซ้ำๆ ควรระวังแพ้นใวัว และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การรักษาอาการแพ้นมวัว โดยหลีกเลี่ยงนมวัว และผลิตภัณฑ์นมวัว สามารถให้นมแม่ได้ แต่แม่ต้องงดนมวัวและผลิตภัณฑ์นมวัวทุกชนิด หากนมแม่ไม่พอให้นมผสมสูตรไม่มีนมวัวทดแทน

เนื่องจากการแพ้นมวัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่สามารถป้องกันได้ โดยให้นมมารดาอย่างเดียวต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน หากนมแม่ไม่พอให้นมสูตร Hypoallergenic (HA) ทดแทนโดยเฉพาะมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้

ข้อสังเกตุอาการ

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

พญ. มณนิภา สื่อเสาวลักษณ์

กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) ในแต่ละปีจะพบว่าผู้ป่วยประมาณ 8 คน ต่อทารกแรกคลอด 1000 คน ลักษณะของโรคจะมี 2 ชนิดคือ ชนิดเขียว (Cyanotic Congenital Heart Disease) และชนิดไม่เขียว (Non-Cyanotic Congenital Heart Disease) ความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกัน เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานเพราะบุตรหลายป่วยด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การรักษาที่ทันท่วงที่จะสามารถทำให้ทารกมีชีวิต และเติบโตได้ตามปกติ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาของแพทย์คือ ครอบครัวพาบุตรหลานมารักษาได้ทันเวลา

การสังเกตอาการโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด มีวิธีการแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่เป็น ส่วนใหญ่สามารถใช้หลักการสังเกตโดยรวม ดังนี้

1. เขียว (Cyanosis) คือ ผิวหนังลูกมีสีแดงคล้ำทั่วร่างกาย เห็นได้ชัดที่ริมฝีปาก ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า โดยเฉพาะเวลาลูกดูดนมหรือร้องไห้จะยิ่งเขียว ถ้าเป็นมานานก็จะทำให้ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าโตบวมคล้ายไม้ตีกลองได้ (Clubbing) อาการตัวเขียวเกิดขึ้นเนื่องจากมีความผิดปกติภายในหัวใจและ/หรือหลอดเลือดที่ออกจากหัวใจมีการอุดตันทางออกของเลือดที่ไปเลี้ยงปอด หรือมีเลือดดำมาปนกับเลือดแดงที่จะส่งออกมาเลี้ยงร่างกาย เลือดจึงมีสีเข้มคล้ำขึ้นเป็นสีเขียว

2. ดูดนมแล้วเหนื่อยง่าย ดูดนมช้า ดูดนมได้ทีละน้อยๆ ต้องหยุดพักบ่อยเพราะมีการคั่งของเลือดที่ปอด ทำให้มีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดได้ไม่ดีเท่าที่ควรและมีความยืดหยุ่นของปอดในระดับที่ต่ำ

3. ลูกหายใจเร็วกว่าปกติตลอดเวลา เพราะมีการคั่งของเม็ดเลือดในปอด เช่นเดียวกับลูกดูดนมแล้วเหนื่อย บางครั้งอาจมีอาการหอบร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังเล่นหรือออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย

4. หัวใจเต้นเร็วและแรงกว่าปกติ เห็นการกระเพื่อมของหน้าอกซ้ายด้านล่าง หรือเต้นแรงคล้ายกลอง เพราะหัวใจพยายามบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายให้พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งมากกว่าเด็กปกติ

5. เจริญเติบโตช้ากว่าปกติ เด็กจะดูดนมไม่ค่อยเก่ง รับประทานอาหารได้น้อย การดูดซึมอาหารของลำใส้ไม่เท่าปกติเพราะมีการคั่งของเลือดทำให้ได้อาหารไม่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งเด็กต้องการในปริมาณที่มาก จึงทำให้ผอมและเจริญเติบโตช้า น้ำหนักไม่ขึ้น แต่การเจริญเติบโตทางด้านสติปัญญาเท่ากับเด็กปกติ ยกเว้นในรายที่เป็นชนิดเขียวมาก (Severe cyanosis) อาจมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาลดลงได้

6. เหงื่ออกมากผิดปกติ เหงื่อออกมากในอากาศร้นและหนาว โดยเฉพาะหน้าผากเพราะการทำงานของหัวใจและร่างกาย (Metabolism) ตลอดจนระบบประสาทซิมพาเธติกมากกว่าปกติโดยเฉพาะในรายที่มีอาการหัวใจวายร่วมด้วย

7. มีอาการปอดอักเสบบ่อยๆ เพราะมีอาการคั่งของเลือดที่เยื่อบุผิวของหลอดลมและที่ปอด มีการติดเชื้อมากกว่าปกติ และเมื่อเป็นแล้วมักมีอาการรุนแรงหรือหายช้ากว่าปกติ

เมื่อทราบข้อสังเกตแล้ว หากคุณพบว่าลูกมีอาการข้างต้น ถ้าเข้าข่ายหรือสงสัยกรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา และที่สำคัญคุณพ่อและคุณแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัว

หลังคลอด

นพ. ทนงวิทย์ นุตาคม

แพทย์เฉพาะทางสาขาสูตินรีเวชวิทยา

1. การพักผ่อน มารดาหลังคลอดควรจะได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 4 อาทิตย์ ทำงานบ้านเบาๆ แต่ห้ามยกของหนักเพราะจะทำให้กระทบกระเทือนต่ออวัยวะในอุ้งเชิงกรางได้

2. การรักษาความสะอาด ให้อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง งดแช่ในอ่างอาบน้ำ หลังถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะทุกครั้ง ควรชำระล้างอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาดและควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ทำเช่นนี้จนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์

3. อาหาร เช่นเดียวกับตอนตั้งครรภ์ ควรได้อาหารที่มีคุณค่า เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ ถั่ว นมถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้บาดแผลจากการคลอดหายเร็วขึ้น

4. อาการปวดมดลูก หลังคลอดในสัปดาห์แรกคุณแม่อาจมีอาการปวดมดลูกได้ ปวดเป็นพักๆ เป็นอาการปกติเกิดจากการบีบรัดตัวของมดลูกเพื่อเข้าอู่ขณะให้นมลูกก็อาจปวดมากขึ้น เพราะมดลูกจะบีบรัดตัว อาการนี้จะหายได้โดยรัปประทานยาแก้ปวดที่แพทย์ให้ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ

5. การมีเพศสัมพันธ์ ควรยกเว้น 6 สัปดาห์แรกหลังคลอดเพราะมดลูกยังไม่เข้าอู่ อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

น้ำคาวปลา

คือสิ่งที่ขับออกมาจากมดลูกในระยะ 1-3 วันแรก จะมีสีแดงสด หลังจากนั้นประมาณ 10-12 วันหลังคลอด จะมีสีชมพูจางๆ หรือสีเหลืองอ่อนๆ ถ้าน้ำคาวปลาไม่จางลงเป็นเลือดสดๆ หรือมีกลิ่นเหม็นเน่า ควรกลับมาพบแพทย์ก่อนกำหนดนัด

อาหารที่ควรงด สำหรับคุณแม่หลังคลอดได้แก่

  • ยาดองเหล้า
  • ยาขับน้ำคาวปลา
  • อาหารหมักดอง
  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • ยานอกเหนือจากที่ได้รับจากแพทย์

อาการผิดปกติที่ควรมาปรึกษาแพทย์

1. ไข้สูง 38 องศาขึ้นไป

2. ปวดมดลูกมาก

3. เลือดออกมากทางช่องคลอด

4. แผลผ่าตัดหรือแผลที่เย็บบวมแดงมีหนอง

ตรวจแรกคลอดแล้ว

ต้องตรวจอีกหรือไม่

พญ. ศราวดี วรพันธนายุต

แพทย์เฉพาะทางสาขาหู คอ จมูก

หากบุตรหลานของท่านมีความเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อดังต่อไปนี้ ควรตรวจการได้ยินตามแพทย์นัดเพิ่มเติม เนื่องจากเนื่องจากเสี่ยงจากการสูญเสียการได้ยิน หรือเสี่ยงต่อความผิดปกติโดยกำเนิดที่มีอาการล่าช้าไม่สามารถตรวจพบตั้งแต่แรกเกิด

ปัจจัยเสี่ยงสูงของการสูญเสียการได้ยินในเด็ก

แรกเกิด - 1 เดือน (28 วัน)

1. มีประวัติครอบครัวที่มีประสาทหูเสื่อมโดยกำเนิด หรือเกิดในอายุน้อย

2. มีการติดเชื้อระหว่างอยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส เช่น ทอกโซพลาสโมซิส หัดเยอรมัน เริม ซิฟิลิส

3. มีความผิดปกติของหู หรือกระดูกศรีษะและใบหน้า

4. มีอาการตัวเหลืองในระดับที่ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายเลือด

5. มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่า 1,500 กรัม

6. ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

7. มีปัญหาแรกคลอด คะแนน Apgar ที่ 5 นาmu = 0-3, 10 นาที = 0-6

8. มีการหายใจลำบากแรกคลอด เช่น การสำลักน้ำคร่ำ

9. ใส่ท่อช่วยหายใจนานเกิน 10 วัน

10. ได้รับยาที่มีพิษต่อหูนานเกิน 5 วัน หรือใช้ยาขับปัสสาวะ

11. มีลักษณะของความผิดปกติโดยกำเนิดที่เสี่ยงต่อภาวะประสาทหูเสื่อม เช่น ภาวะดาวน์ เป็นต้น

คำแนะนำในการดูแลหลังผ่านการตรวจเบื้องต้น

1. หากมีความเสี่ยงดังกล่าวในข้อใดก็ตามควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจการได้ยินเพิ่มเติม

2. สังเกตพฤติกรรมที่เหมาะสมตาใวัยดังนี้ (หากไม่เป็นไปตามนี้ควรพบแพทย์)

แรกเกิด - 3 เดือน 12 - 15 เดือน
- สะดุ้ง หรือตื่นเมื่อมีเสียงดัง - ตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อ และพูดคำว่า "ไม่"
- กระพริบตา หรือทำตาโตตอบสนองต่อเสียงดัง - ใช้คำแสดงความรู้สึก 3-5 คำ เลียนแบบเสียงบางอย่างได้
3 - 4 เดือน - ทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้
- หยุดฟังเสียงแม่ 18 - 24 เดือน
- หยุดเล่นเพื่อฟังเสียงใหม่ที่ดังขึ้น - รู้จักอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย
- มองหาเสียงใหม่ที่มองไม่เห็น - พูดคำ 2 พยางค์ได้ พูดได้ประมาณ 20-50 คำ
6 - 9 เดือน - 50% ของคำพูดสามารถเข้าใจได้ โดยคนแปลกหน้า
- ชอบของเล่นที่มีเสียง  
- ส่งเสียงครางหรือส่งเสียงสูงต่ำในลำคอ  
- เริ่มพูด "หม่าม๊า"  

 

ถ้าลูกมีขาปุก ขาโก่ง และนิ้วเท้าซ้อนกัน

จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร

นพ. คเชนทร์ ดรุนัยธร

แพทย์ศัลยกรรมโรคกระดูกและข้อ

ลักษณะของเท้าปุก ขาโก่ง และนิ้วเท้าซ้อนกันเมื่อแรกคลอด ส่วนใหญ่มักเกิดจากท่าทางของทารกขณะอยู่ในครรภ์ เนื่องจากในครรภ์มีพื้นที่ค่อนข้างคับแคบ เปรียบเทียบกับเวลาเราอยู่ในรถเมล์ที่แน่น เราก็จะอยู่ในท่าทางที่ไม่ปกตินัก แต่เมื่อลงมาแล้วก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ทารกก็เช่นเดียวกัน ขณะอยู่ในครรภ์ก็อาจอยู่ในท่าทางที่ไม่ปกตินัก ทำให้ทารกแรกคลอดมีลักษณะของเท้าที่ผิดไปจากปกติ แต่เมื่อคลอดออกมาแล้วทุกอย่างจะกลับเข้าที่เข้าทางได้ โดยพ่อแม่อาจช่วยดัดได้เล็กน้อย

แต่ในกรณีที่อาการเป้นมาก อาจต้องใช้วิธีดามด้วยเฝือกเพื่อช่วยให้กระดูกเข้าที่ และจะมีการปรับเฝือกเป็นระยะ และสุดท้ายอาจต้องใช้วิธีการผ่าตัด เพื่อปรับกระดูกที่ผิดรูปกลับเข้าสู่สภาพปกติ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นภายหลังการรักษาตามขั้นตอนอื่นๆ

ลูกแรกเกิดมีฟันขึ้น 1 ซี่

มีความผิดปกติหรือเปล่า และถ้าฟันนี้หลุด ฟันซี่ต่อไปจะเป็นฟันแท้หรือไม่

ทพญ. วิลาสินี ตั้งสุจริตพันธ์

ทันตแพทย์เฉพาะทางทันตกรรมเด็ก

เด็กแรกเกิดที่มีฟันขึ้น 1 หรือ 2 ซี่ แบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ

กรณีแรกเป็นฟันน้ำนมจริง ลักษณะเหมือนฟัน มีความแข็งใกล้เคียงฟันน้ำนมจริง กรณีนี้ไม่เป็นปัญหาในการดูดนมแม่ สามารถเก็บรักษาไว้ได้จนถึงเวลาที่ฟันแท้จะขึ้นมาแทน

กรณีที่สอง เป็นฟันน้ำนมเทียม เป็นเนื้อเยื่อที่หนาตัวขึ้น มีลักษณะคล้ายฟันน้ำนม แต่นิ่มกว่า อาจพบทันตแพทย์เพื่อถอนออกถ้าทำให้คุณแม่เกิดความระคายเคืองหรือปวดเวลาดูดนมแม่ ถ้าปล่อยไว้สามารถหลุดไปเองได้ และจะมีฟันน้ำนมขึ้นตามระยะเวลา

Erythema Toxicum Neonatorum

พญ. จุฑามาศ เชี้ยบุญคณา

กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนัง

พบร้อยละ 20-60 ในทารกแรกคลอกครบกำหนด ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน มีลักษณะเป็นปื้นแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 ซม. ตรงกลางของตุ่มอาจมีตุ่มน้ำใส ตุ่มนูนแดง หรือตุ่มหนองเล็กๆ ขนาด 1-4 มม. ตำแหน่งที่พบได้แก่ บริเวณลำตัว หลัง แขน ขา หน้า ยกเว้นฝ่ามือ ฝ่าเท้า มักพบในเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด ไม่ต้องทำการรักษา ผื่นจะหายได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์

Respiratory Syncytial Virus (RSV)

นพ. วิวัฒน์ ตาลกิจกุล

หัวหน้าศูนย์สุขภาพเด็ก กุมารเวชทั่วไป

RSV คืออะไร

เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เชื้อ RSV มักพบในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 4 ขวบ ในประเทศไทยพบการระบาดของเชื้อ RSV ในระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง เดือนตุลาคมของทุกปี

อาการและอาการแสดง

อาการและอาการแสดงของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1 สัปดาห์ ในเด็กทารกและเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ขวบ มักมีอาการไข้สูง คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม ไอมีเสมหะ หลังจากนั้น 2-3 วัน เชื้ออาจลามลงสู่ปอด ทำให้มีอาการไอมาก มีเสมหะ หายใจเร็ว และหายใจมีเสียงดังวี๊ด (Wheeze) ในปอด ในเด็กโตและผู้ใหญ่ มักมีอาการไม่รุนแรง ไข้ต่ำๆ จาม น้ำมูกใส คัดจมูก

การวินิจฉัยโรค

ในรายที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ RSV สามารถตรวจหาเชื้อได้จากสารคัดหลั่งจากเยื่อโพรงจมูก และนำไปตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการ

การรักษา

ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง ให้การรักษาตามอาการ

1. รับประทานยาลดไข้

2. ใช้น้ำเกลือ (Normal Saline) หยอดจมูกและใช้ลูกยางดูดน้ำมูก ในรายที่มีอาการคัดจมูกอาจใช้ยาหยอดลดอาการคัดจมูก แต่ต้แงใช้ให้ถูกวิธีและไม่นานเกิน 3-5 วัน

3. ให้ดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนย่อยง่าย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

5. ป้องกันการกระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยปิดปาก จมูก เวลาไอ จาม

6. ควรแยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เนื่องจากเชื้อ RSV ติดต่อได้ง่ายมาก

อาการที่ต้องพบแพทย์ทันที

1. ไข้สูงเกิน 38.0 องศาเซลเซียส ซึมลง

2. ไอมีเสมหะมาก

3. หายใจเร็วในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้ง/นาที และเด็กอายุ 1-5 ปี หายใจเร็วกว่า 40 ครั้ง/นาที

4. หายใจแรงจมูกบาน หน้าอกหรือชายโครงบุ๋ม มีเสียงดังวี๊ด (Wheeze) หรือมีอาการหยุดหายใจในเด็กทารก

5. ไม่ยอมกินนมหรืออาหาร

ศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติม

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 038-320-300