หน้าแรก > รายละเอียดบทความ

บทความเพื่อสุขภาพ

ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่คุณอาจไม่รู้ตัว

นพ.จิตต์พัฒน์ ถนอมธีระนันท์
27 มีนาคม 2562

ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่คุณอาจไม่รู้ตัว

ปัจจุบันเรามักได้ยินคำว่า “ไขมันพอกตับ” บ่อยๆ แต่น้อยคนที่จะเข้าใจถึงอันตรายของมัน ไขมันพอกตับคืออะไร มีอันตรายอย่างไร ไปหาคำตอบกันครับ

ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) มักจะเกิดขึ้นในช่วงอายุ 40 - 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากอัตราการเผาผลาญอาหารเริ่มลดลง ร่างกายไม่สามารถนำไขมันไปใช้ได้หมด ทำให้เกิดไขมันส่วนเกินสะสมตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา สะโพก และหนึ่งในนั้นคือ ตับ ซึ่งจะอยู่ในรูปของไขมันไตรกลีเซอไรด์ มาจากอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาลและไขมัน

สาเหตุของภาวะไขมันพอกตับ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ

  1. จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์(Alcoholic Fatty Liver Disease)
  2. ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์(Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) พบในกลุ่มอ้วนลงพุง ร่วมกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง แต่ไขมันดี (HDL Cholesterol)ในเลือดต่ำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคไขมันพอกตับ แบ่งเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 ระยะนี้ไขมันจะสะสมอยู่ในเนื้อตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เริ่มมีการอักเสบของตับ เป็นสาเหตุของผลการตรวจการทำงานของตับ(Liver function test)ผิดปกติ โดยไม่มีอาการแสดงพบได้บ่อยถึงร้อยละ60 ของผู้ป่วย

ระยะที่ 3 มีการอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืดในตับ

ระยะที่ 4 เกิดพังผืดในตับจำนวนมาก ทำให้ตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด

ร้อยละ70 ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับในระยะแรก  ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันพอกตับ ได้แก่ คนอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ มักพบว่ามีภาวะไขมันพอกตับถึงร้อยละ90 โดยในจำนวนนี้ร้อยละ20-30 มีอาการตับอักเสบร่วมด้วย และร้อยละ10 จะกลายเป็นโรคตับแข็งในอีก 10 ปีข้างหน้า

การวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับ

ผู้ป่วยส่วนมากมักบังเอิญตรวจพบภาวะนี้โดยไม่เคยแสดงอาการใดๆ มักพบจากการตรวจสุขภาพ หรือพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ หรือจากทำอัลตราซาวนด์จากข้อบ่งชี้อื่นๆ  จะเห็นได้ว่าการตรวจสุขภาพเป็นประจำ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับจะประกอบไปด้วย การตรวจหลายๆ อย่างประกอบกัน อาทิ การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ (Liver function test) การตรวจอัลตราซาวนด์ การเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)  การตรวจระดับความแข็งของตับและวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง Transient Elastography  การเจาะตับเพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจ เป็นต้น

  • ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับชนิดธรรมดา(Simple Steatosis) จะมีไขมันสะสมในตับ โดยไม่ทำให้เกิดการอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นโรคโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าประชากรทั่วไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุง (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง) ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับนั้นไม่แตกต่างจากประชากรปกติทั่วไป
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับแบบมีการอักเสบ(Non-Alcoholic Steato Hepatitis (NASH)) จะมีไขมันสะสมในตับร่วมกับการอักเสบที่รุนแรง จนส่งผลให้เกิดพังผืดขึ้น ซึ่งในที่สุดสามารถกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ถึงร้อยละ10 และพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งของอวัยวะอื่นๆ มากกว่าประชากรทั่วไปอย่างมีนัยยะสำคัญ

ลดไขมันสะสมในตับ ลดการอักเสบของตับ เพื่อหยุดภาวะไขมันพอกตับ..

  • การลดน้ำหนัก เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับสามารถฟื้นฟูสภาพตับให้กลับมาดีขึ้นได้ด้วยการลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ7 – 10 ของน้ำหนักตัวเดิม
  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ200-300 นาที รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ลดอาหารหวาน อาหารมัน ลดการรับประทานแป้ง
  • ในผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ควรควบคุมโรคให้ดีด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยา, ยาสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ


โดย  นพ.จิตต์พัฒน์  ถนอมธีระนันท์

อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ

เวลาออกตรวจ     

อังคาร, พุธ และศุกร์ 08.00-17.00 น.

พฤหัสบดี และเสาร์  08.00-20.00 น.

ศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติม

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 038-320-300