ศูนย์และคลินิก

ศูนย์ คลินิกผู้ใหญ่ และ เด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา

ศูนย์เฉพาะทางโรคตับ และระบบทางเดินอาหาร

 ชั้น 4 ตึก C
 ทุกวัน เวลา 07:00 - 20:00 น.
 66 (0) 3832-0300 Ext. 4400-1
 infossh@samitivej.co.th

ศูนย์โรคตับและระบบทางเดินอาหาร

โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา

                ให้บริการด้านการดูแลรักษาโรคตับและระบบทางเดินอาหาร ตามมาตรฐานสากลอย่างครบวงจร มีความพร้อมทั้งทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยเน้นการตรวจวินิจฉัยเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงรวมถึงการรักษาด้วยแนวทางการรักษาใหม่ๆ สำหรับผู้ป่วยโรคตับและระบบทางเดินอาหาร ให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้มีประสบการณ์

การบริการครบวงจร

  • ให้คำปรึกษา บริการ ตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ตับ และตับอ่อน
  • ตรวจสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้ที่มีปัญหาหรือมีภาวะเสี่ยง
  • ส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ Endoscopy Center
  • วินิจฉัยโรคทางเดินอาหารด้วยการกลืนแคปซูล (Capsule endoscopy)
  • ตรวจหาพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในช่องท้องโดยใช้เครื่อง CT 64 slides ซึ่งมีความเร็วและความละเอียดสูง
  • ให้คำปรึกษาและบริการฉีดวัคซีนตับอักเสบ (เอ และ บี)

 

ท่านสามารถพบแพทย์ที่ศูนย์โรคตับและระบบทางเดินอาหาร

  • มีอาการของโรคในระบบทางเดินอาหาร
  • หลอดอาหาร : แสบร้อนกลางอก กลืนลำบาก กลืนเจ็บ
  • กระเพาะอาหาร : ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง แสบร้อนท้อง คลื่นไส้อาเจียน
  • ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ : อุจจาระมีเลือดปน ถ่ายดำ ท้องผูก ท้องเสีย
  • ตับ : ตาเหลือง ตัวเหลือง
  • ตับอ่อน : ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นมันลอย
  • อื่นๆ : คลำได้ก้อนที่ท้อง น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร
  • อายุมากกว่า 50 ปี เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งทางเดินอาหาร
  • ต้องการตรวจสอบการทำงานของตับและระบบทางเดินอาหารอย่างละเอียด
  • ต้องการตรวจและรักษาด้วยการส่องกล้องโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ต้องการคำปรึกษาและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคในระบบทางเดินอาหาร

เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ ปัจจุบันศูนย์โรคตับและระบบทางเดินอาหารโรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชาได้เลือกใช้กล้องส่องทางเดินอาหารเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดที่มีความคมชัดของภาพสูง และมีโหมดพิเศษ NBI (Narrow Band Imaging) เป็นโหมดตัดแสงที่ดูเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น