โรคภูมิแพ้อากาศ รู้ทันสาเหตุ ป้องกันอาการกำเริบได้
Key takeaway
โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง อาการภูมิแพ้อากาศที่มักพบได้ คือ จาม น้ำมูกใส และคัดจมูก แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทันที แต่การเข้ารับการวินิจฉัยที่แม่นยำด้วยการทำ Skin Prick Test จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ทั้งการใช้ยา การล้างจมูก หรือการทำภูมิคุ้มกันบำบัด ควบคู่ไปกับการปรับสภาพแวดล้อม เพื่อป้องกันอาการกำเริบ ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
Table of Content
โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่รบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างมาก ทั้งอาการจามไม่หยุดในช่วงเช้า น้ำมูกใส ๆ ไหลตลอดวัน หรืออาการคัดจมูกจนนอนไม่หลับในตอนกลางคืน โดยเฉพาะเมื่อเจอสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม การเข้าใจสาเหตุของอาการภูมิแพ้อากาศ รวมถึงวิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
โรคภูมิแพ้อากาศมีสาเหตุมาจากอะไร ?
โรคภูมิแพ้อากาศ เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองต่อสารบางชนิดมากเกินกว่าปกติ จึงทำการหลั่งสารที่เรียกว่า "ฮิสตามีน" (Histamine) ออกมาเพื่อต่อต้าน จนทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก โดยปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ได้แก่
- ฝุ่นละอองและเกสรดอกไม้ ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศ สามารถเข้าไปกระตุ้นโพรงจมูกได้โดยตรง
- ไรฝุ่น เป็นสารก่อภูมิแพ้อันดับหนึ่งที่พบในบ้าน โดยเฉพาะในที่นอน หมอน และโซฟาผ้า
- ควันบุหรี่ มลภาวะ อย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 และสารเคมีในอากาศทำให้อาการรุนแรงขึ้นและเยื่อบุจมูกอ่อนแอลง
- ขนสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัขและแมว ซึ่งมีรังแค และโปรตีนจากน้ำลายแฝงอยู่ ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ด้วยเช่นกัน
- อุณหภูมิ โดยเฉพาะอากาศที่เย็นจัด หรือการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน เช่น การก้าวออกจากห้องแอร์มาเจอแดดร้อน ทำให้เส้นเลือดในจมูกขยายตัวและเกิดอาการได้ง่ายขึ้น
อาการของโรคภูมิแพ้อากาศ
อาการภูมิแพ้อากาศ มักมีความเฉพาะตัวและแตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นชัดในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง ซึ่งอาการที่พบได้หลัก ๆ มีดังนี้
- น้ำมูกไหล มีลักษณะใสและเหลว ไม่ข้นเขียวเหมือนการติดเชื้อแบคทีเรีย
- จามบ่อย หรือติดต่อกันหลายครั้ง โดยเฉพาะตอนเช้าหรือตอนอากาศเย็น
- คัดจมูก รู้สึกแน่นในโพรงจมูก หายใจไม่สะดวก บางรายอาจต้องหายใจทางปากแทน
- คันบริเวณใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นคันจมูก คันคอ หรือคันหัวตาจนน้ำตาไหล
- อาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ปวดหัวตื้อ ๆ อ่อนเพลียเนื่องจากนอนหลับไม่สนิท หรือมีรอยคล้ำใต้ตา (Allergic Shiners) เนื่องจากเส้นเลือดบริเวณจมูกและตาไหลเวียนไม่สะดวก
อาการเหล่านี้ หากเรื้อรังอาจทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบหรือหอบหืด
วิธีการวินิจฉัยและตรวจสอบโรคภูมิแพ้อากาศ
เมื่อรู้สึกว่าอาการจามหรือคัดจมูกเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยอย่างแม่นยำคือขั้นตอนสำคัญ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย และอาจแนะนำการทดสอบพิเศษ ดังนี้
- การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) เป็นวิธีที่นิยมที่สุด โดยแพทย์จะนำน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ มาหยดลงบนแขนแล้วใช้เข็มสะกิดเบา ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของผิวหนัง วิธีนี้จะรู้ผลเร็วภายใน 15-20 นาที
- การตรวจเลือด (Blood Test for IgE) เพื่อหาปริมาณแอนติบอดีชนิด IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหยุดยาแก้แพ้ เพื่อทำ Skin Test ได้ หรือผู้ที่มีโรคผิวหนังรุนแรง
ทั้งนี้ การวินิจฉัยที่แม่นยำช่วยให้แพทย์เลือกวิธีรักษาได้ตรงจุด ลดความรุนแรงของอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
วิธีรักษาโรคภูมิแพ้อากาศ
โรคภูมิแพ้อากาศไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคให้สงบ เพื่อใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติได้ ดังนี้
การรักษาด้วยยา
วิธีการรักษาด้วยยาแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง คือ
- ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) ช่วยลดอาการจาม คัน และน้ำมูก
- ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ (Intranasal Steroids) เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุจมูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ยาหดหลอดเลือด ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกอย่างรวดเร็ว แต่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะสั้น
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันและลดการกำเริบของโรคภูมิแพ้อากาศได้เป็นอย่างดี คือการล้างจมูก เนื่องจากช่วยชะล้างสารก่อภูมิแพ้และน้ำมูกที่ค้างอยู่ในโพรงจมูก ทำให้อาการดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
วิธีการบำบัดโดยให้ร่างกายค่อย ๆ ได้รับสารก่อภูมิแพ้ทีละน้อยจนเกิดความชิน (Desensitization) มีทั้งรูปแบบฉีดและแบบอมใต้ลิ้น เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นรุนแรงและใช้ยาแล้วไม่เห็นผล

วิธีป้องกันอาการภูมิแพ้อากาศกำเริบ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม คือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว โดยสามารถทำได้ด้วยวิธีการเหล่านี้
- จัดห้องนอนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย งดใช้พรมหรือผ้าม่านหนา ๆ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียสเพื่อฆ่าไรฝุ่น
- ติดตั้งเครื่องกรองอากาศ ที่มีฟิลเตอร์ HEPA ซึ่งสามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กและละอองเกสรได้
- ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ป้องกันเมื่อออกนอกบ้าน สวมหน้ากากอนามัยเสมอ เมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นควันสูง หรือในช่วงที่เกสรดอกไม้ฟุ้งกระจาย
หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับความทรมานจากโรคภูมิแพ้อากาศ อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องชินชา การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางการด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ที่คลินิกรักษาภูมิแพ้ จะช่วยให้คุณได้รับแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด เพื่อให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์โรคภูมิแพ้สมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา
โทร. 038-320-300 ต่อ 4242, 4223
ข้อมูลอ้างอิง
- Allergic Rhinitis. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK538186/
- Allergic rhinitis: Definition, epidemiology, pathophysiology, detection, and diagnosis. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จาก https://www.jacionline.org/article/S0091-6749%2801%2994460-4/fulltext
- Allergic rhinitis. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จาก https://www.nhs.uk/conditions/allergic-rhinitis/
- Allergic rhinitis. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จาก https://medlineplus.gov/ency/article/000813.htm
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการภูมิแพ้อากาศ (FAQs)
Q: โรคภูมิแพ้อากาศ รักษาหายหรือไม่ ?
A: โรคภูมิแพ้อากาศยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดแบบ 100% ในทันที เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและพันธุกรรม แต่ผู้ป่วยสามารถทำให้โรคสงบจนไม่มีอาการและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ (Clinical Remission) ผ่านการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นวิธีเดียวในปัจจุบันที่สามารถปรับเปลี่ยนการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ในระยะยาว ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ป่วยหยุดยาได้และไม่มีอาการไปอีกนานหลายปี
Q: การรับประทานวิตามินซี หรืออาหารเสริม ช่วยรักษาภูมิแพ้อากาศได้จริงหรือไม่ ?
A: วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการได้บ้าง แต่ไม่ใช่การรักษาหลักและไม่สามารถแทนที่ยาพ่นหรือยาแก้แพ้ที่แพทย์สั่งได้ ควรเน้นการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
Q: ทำไมอาการภูมิแพ้อากาศมักจะแย่ลงในช่วงเวลากลางคืนหรือตอนตื่นนอน ?
A: เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการสะสมของไรฝุ่นบนที่นอน อุณหภูมิในห้องนอนที่เย็นลงในช่วงดึก รวมถึงท่านอนที่ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงจมูกมากขึ้น ส่งผลให้เนื้อเยื่อในจมูกบวมและคัดจมูกได้ง่ายกว่าช่วงกลางวันที่เราเคลื่อนไหวร่างกาย
Q: หากมีอาการภูมิแพ้อากาศรุนแรง สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติหรือไม่ ?
A: สามารถออกกำลังกายได้และส่งผลดีในระยะยาว แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง หรือช่วงเช้ามืดที่มีละอองเกสรมาก แนะนำให้ออกกำลังกายในร่มที่อากาศถ่ายเทสะดวกแทน เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบขณะเหนื่อยหอบ
16 มิถุนายน 2569
TH
EN
CN

