ติดต่อสอบถาม 038-320-300

โรคพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)

นพ.กานน ลิ้มอุดมพร





คุณเคยมีอาการแบบนี้ไหม? ตื่นกลางดึกเพราะมือชา ทำงานใช้มือซ้ำๆ ทั้งวันจนรู้สึกมือล้า ชา หรืออ่อนแรง ถ้าใช่ คุณอาจกำลังเป็นโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโรคนี้แบบง่ายๆ พร้อมแนวทางการรักษา และข้อมูลเปรียบเทียบการผ่าตัดสองแบบ คือ การผ่าตัดแบบเปิด และ การผ่าตัดผ่านกล้อง เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับคุณได้ดียิ่งขึ้น
 

โรคนี้คืออะไร เกิดจากอะไร?

บริเวณข้อมือของเรา มีอุโมงค์เล็กๆ ที่ประกอบขึ้นจากกระดูกข้อมือและเส้นเอ็น เรียกว่า “อุโมงค์ข้อมือ” (carpal tunnel) ภายในอุโมงค์นี้มีเส้นเอ็นที่ใช้งอนิ้วมือ และ เส้นประสาทมีเดียน (median nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสำคัญที่ควบคุมความรู้สึกของนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง รวมถึงควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วโป้งสำหรับใช้ในการหยิบจับสิ่งของอีกด้วย
เมื่อมีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้พื้นที่ในอุโมงค์นี้แคบลง เส้นประสาทมีเดียนก็จะถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการผิดปกติตามมา




สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย

  • การใช้มือทำงานซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • การใช้เครื่องมือที่มีการสั่นสะเทือน เช่น เครื่องเจาะ เครื่องขัด
  • การตั้งครรภ์ (พบได้บ่อยและมักดีขึ้นหลังคลอด)
  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ โรคไต โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • การได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อมือ เช่น กระดูกข้อมือหัก

อาการเป็นแบบไหน เช็คตัวเองได้อย่างไร

อาการของโรคนี้มักจะเริ่มจากเล็กน้อยและค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษา หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมือ
  • ชาหรือรู้สึกซ่าๆ ที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งนิ้วนาง
  • ชามากตอนกลางคืน จนต้องตื่นมาสะบัดมือ
  • อาการแย่ลงเวลาทำงาน เช่น จับพวงมาลัยรถนานๆ ใช้โทรศัพท์ กวาดพื้น ทำอาหาร
  • หยิบจับของหลุดง่าย ทำของหล่นบ่อย เพราะความรู้สึกสัมผัสปลายนิ้วเสียไป หรือนิ้วโป้งอ่อนแรง
  • ในรายที่เป็นมานานและรุนแรง กล้ามเนื้อโคนนิ้วโป้งจะลีบแบนลง สังเกตเห็นได้ชัด

ระดับความรุนแรงของโรค

ระดับความรุนแรง ลักษณะอาการ แนวทางที่เหมาะสม
น้อย ชาเป็นบางครั้ง ยังไม่อ่อนแรง รักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน
ปานกลาง ชาบ่อยขึ้น นิ้วโป้งไม่อ่อนแรง หรืออ่อนแรงเล็กน้อย หากรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ดีขึ้น ควรพิจารณาผ่าตัด
มาก ชาตลอดเวลา นิ้วโป้งอ่อนแรงชัดเจน กล้ามเนื้อโคนนิ้วโป้งลีบ ควรผ่าตัด เพื่อป้องกันความเสียหายถาวร
ข้อควรระวัง หากอาการอ่อนแรงเป็นมานาน หรือกล้ามเนื้อลีบแล้ว แม้จะรักษาโดยการผ่าตัด เส้นประสาทและกล้ามเนื้ออาจไม่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นการมาพบแพทย์ตั้งแต่อาการยังไม่มาก จึงเป็นเรื่องสำคัญ


 

แนวทางการรักษา มีอะไรบ้าง

1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (สำหรับอาการน้อยถึงปานกลาง)

  • การใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ (splint) ใส่ตอนกลางคืนเพื่อให้ข้อมืออยู่ในท่าตรง ช่วยลดความดันและการกดทับในอุโมงค์ข้อมือ ช่วยลดอาการชาตอนกลางคืนได้ดี
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน หลีกเลี่ยงการงอข้อมือซ้ำๆ นานๆ ปรับท่าทางการทำงานให้เหมาะสม
  • การกายภาพบำบัด
  • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงข้อมือ ช่วยลดการบวมของเนื้อเยื่อในอุโมงค์ข้อมือ ทำให้อาการดีขึ้นในระยะสั้นถึงปานกลาง หากลองวิธีเหล่านี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีอาการอ่อนแรงหรือกล้ามเนื้อลีบ แพทย์จะแนะนำให้พิจารณาการผ่าตัด



2. การรักษาด้วยการผ่าตัด

หลักการของการผ่าตัดคือการ “ตัดพังผืดที่รัดอุโมงค์ข้อมือ” เพื่อคลายการกดทับเส้นประสาท ซึ่งปัจจุบันมี 2 วิธีหลัก คือ


ผ่าตัดแบบเปิด VS ผ่าตัดผ่านกล้อง: ต่างกันอย่างไร

การผ่าตัดแบบเปิด (Open Carpal Tunnel Release)

เป็นวิธีดั้งเดิม และยังคงจัดว่าเป็นวิธีมาตรฐาน แพทย์จะลงแผลผ่าตัดที่ฝ่ามือ ยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร เพื่อมองเห็นพังผืดและเส้นประสาทได้ชัดเจนโดยตรง แล้วตัดพังผืดที่กดทับเส้นประสาทออก


การผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Carpal Tunnel Release)

เป็นเทคนิคที่ใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าไปทางแผลเล็กๆ ที่ข้อมือ (แผลยาว 1-1.5 เซนติเมตร) แล้วใช้เครื่องมือพิเศษตัดพังผืดผ่านกล้องโดยไม่ต้องเปิดแผลขนาดใหญ่ที่ฝ่ามือ
 

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย จากหลักฐานทางการแพทย์

ตารางด้านล่างนี้สรุปจากงานวิจัยหลายฉบับเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร
หัวข้อเปรียบเทียบ ผ่าตัดผ่านกล้อง ผ่าตัดแบบเปิด
การบรรเทาอาการปวดและอาการชา ดีเท่ากัน ดีเท่ากัน
การฟื้นตัวของแรงมือหลังผ่าตัด ดีกว่าในช่วง 1-6 สัปดาห์แรก ฟื้นตัวช้ากว่าเล็กน้อยช่วงแรก ผลระยะยาวเท่ากัน
การกลับไปทำงาน เร็วกว่าวิธีผ่าตัดแบบเปิด 7-9 วัน ใช้เวลานานกว่า
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เส้นประสาทบาดเจ็บถาวร พบน้อย ไม่ต่างกัน พบน้อย ไม่ต่างกัน
ภาวะแทรกซ้อนไม่รุนแรง (หายได้เอง) พบอาการชาชั่วคราวได้มากกว่า จากการที่อุปกรณ์ผ่าตัดไปกดเบียดเส้นประสาท พบปัญหาแผลแยก และเจ็บแผลผ่าตัดได้มากกว่า
โอกาสต้องผ่าตัดซ้ำ ไม่ต่างกัน ไม่ต่างกัน
ค่าใช้จ่ายของหัตถการ สูงกว่า (อุปกรณ์กล้องและเครื่องมือเฉพาะ) ต่ำกว่า

สรุปง่ายๆ ให้เข้าใจ

จุดเด่นของการผ่าตัดผ่านกล้อง
  • แผลเล็กกว่า เจ็บแผลน้อยกว่า แผลผ่าตัดเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า
  • แรงมือหลังผ่าตัดฟื้นตัวได้เร็วกว่า
  • กลับไปทำงานได้เร็วกว่าโดยเฉลี่ย 7-9 วัน ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องรีบกลับไปทำงาน
ข้อจำกัดของการผ่าตัดผ่านกล้อง
  • มีโอกาสเกิดอาการชาชั่วคราวของเส้นประสาทได้มากกว่าผ่าตัดเปิดเล็กน้อย (ส่วนใหญ่หายเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่การบาดเจ็บถาวร)
  • ควรผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเคยชินกับเทคนิคนี้
  • ในบางกรณีที่กายวิภาคภายในอุโมงค์ข้อมือผิดปกติ แพทย์อาจจำเป็นต้อง เปลี่ยนมาผ่าตัดแบบเปิดระหว่างผ่าตัด ซึ่งพบได้ประมาณ 2 ใน 100 ราย ทั้งนี้ไม่ถือเป็นความล้มเหลว แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
จุดเด่นของการผ่าตัดแบบเปิด
  • เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันมานาน ปลอดภัย และแพทย์ส่วนใหญ่มีความคุ้นเคย
  • ค่าใช้จ่ายของหัตถการต่ำกว่า
  ข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบเปิด
  • แผลใหญ่กว่า เจ็บแผลมากกว่า และแผลผ่าตัดเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า
  • กลับไปทำงานได้ช้ากว่า

แล้วควรเลือกวิธีไหนดี?

ทั้งสองวิธีนี้ ได้ผลการรักษาในระยะยาวไม่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องการหายจากอาการปวด อาการชา และความแข็งแรงของมือ ความแตกต่างที่สำคัญจึงอยู่ที่ ความเร็วในการฟื้นตัวช่วงแรก และ ลักษณะของภาวะแทรกซ้อนแบบไม่รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับผู้ที่ต้องการกลับไปทำงานให้เร็วที่สุด การผ่าตัดผ่านกล้องอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจมีลักษณะทางกายวิภาคหรือความรุนแรงของโรคที่เหมาะกับการผ่าตัดแบบเปิดมากกว่า




 

29 ตุลาคม 2569

นพ.กานน  ลิ้มอุดมพร

นพ.กานน ลิ้มอุดมพร

ความชำนาญ : ศัลยกรรมกระดูกและข้อเฉพาะทางด้านมือและจุลยศัลยกรรม

แพ็คเกจที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด