ตับอักเสบ เกิดจากอะไร? รู้ทันอาการ และวิธีดูแลตับให้แข็งแรงได้
ตับอักเสบเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญอย่าง "ตับ" ซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เมื่อตับเกิดการอักเสบขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของตับจะลดลง และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวได้
หลายคนอาจสงสัยว่าตับอักเสบเกิดจากอะไร และตับอักเสบอันตรายไหม ซึ่งสาเหตุของภาวะตับอักเสบนี้มีได้หลากหลาย ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส Hepatitis การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่อง หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด ความรุนแรงจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุและระยะเวลาที่เป็น การทำความเข้าใจภาวะตับอักเสบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงดูแลสุขภาพตับได้อย่างถูกต้อง
Key Takeaways
- ภาวะตับอักเสบ คือภาวะที่เนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบหรือถูกทำลาย แบ่งเป็นชนิดเฉียบพลันที่มักดีขึ้นได้เอง และชนิดเรื้อรังที่ต้องเฝ้าระวังในระยะยาว
- สาเหตุภาวะตับอักเสบมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาบางชนิด และภาวะไขมันพอกตับ
- ตับอักเสบ อาการในระยะแรกอาจไม่ชัดเจน แต่หากพบอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบพบแพทย์
- ตับอักเสบเรื้อรังหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้
- การตรวจค่าตับและตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลตับที่ช่วยป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก
สารบัญบทความ
- ทำความรู้จัก “ตับ” สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย
- ภาวะตับอักเสบ คืออะไร อันตรายไหม
- ภาวะตับอักเสบ แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง
- ภาวะตับอักเสบ อาการเป็นอย่างไร
- สาเหตุของภาวะตับอักเสบ เกิดจากอะไรได้บ้าง
- ภาวะแทรกซ้อนของภาวะตับอักเสบ
- การวินิจฉัยภาวะตับอักเสบ
- การรักษาภาวะตับอักเสบ
- การป้องกันภาวะตับอักเสบ
- ภาวะตับอักเสบ ภัยเงียบใกล้ตัว ดูแลตับให้แข็งแรงไปกับสมิติเวช ศรีราชา
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตับอักเสบ (FAQs)
ทำความรู้จัก “ตับ” สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย
ตับ (Liver) เป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง ตั้งอยู่บริเวณด้านขวาบนของช่องท้อง ใต้ชายโครงขวา มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.5 กิโลกรัมในผู้ใหญ่ ทำหน้าที่สำคัญหลายด้านที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายโดยรวม โดยหน้าที่หลักของตับมีดังนี้
- กรองสารพิษและของเสีย ออกจากกระแสเลือด ก่อนขับออกจากร่างกาย
- ผลิตน้ำดี (Bile) เพื่อช่วยย่อยไขมันในระบบทางเดินอาหาร
- สังเคราะห์โปรตีน ที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- สะสมพลังงานและสารอาหาร เช่น ไกลโคเจน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ
- เผาผลาญยาและแอลกอฮอล์ ที่ร่างกายได้รับเข้าไป
ภาวะตับอักเสบ คืออะไร อันตรายไหม

ภาวะตับอักเสบ(Hepatitis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบหรือถูกทำลาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
- การติดเชื้อไวรัส (ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี)
- การใช้ยาหรือได้รับสารพิษบางชนิด
- การตอบสนองผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าทำลายเนื้อเยื่อตับเอง
- การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
- ภาวะตับอักเสบที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ เช่น ภาวะไขมันสะสมในตับ
เมื่อเนื้อเยื่อตับได้รับความเสียหายจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งข้างต้น หากปล่อยให้ภาวะนี้ดำเนินไปอย่างเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา การทำงานของตับอาจเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในระยะยาวได้
ภาวะตับอักเสบ แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง
ภาวะตับอักเสบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ตามระยะเวลาและความรุนแรงของการดำเนินโรค ได้แก่ ตับอักเสบเฉียบพลัน และตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งทั้งสองชนิดมีลักษณะอาการและระดับความอันตรายที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. ตับอักเสบเฉียบพลัน (Acute Hepatitis)
เป็นตับอักเสบที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบางชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ในกรณีส่วนใหญ่ ร่างกายของผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถกำจัดเชื้อและฟื้นตัวได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน โดยไม่ทิ้งความเสียหายถาวรต่อตับ แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
2. ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis)
เป็นตับอักเสบที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน มักพบในผู้ที่ติดเชื้อตับอักเสบบีหรือตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง ถือเป็นชนิดที่น่ากังวลมากกว่า เนื่องจากเนื้อเยื่อตับที่ถูกทำลายซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดสะสม พัฒนาเป็นภาวะตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้ในระยะยาว หากไม่ได้รับการติดตามอาการอย่างเหมาะสม
ภาวะตับอักเสบ อาการเป็นอย่างไร

ภาวะตับอักเสบสามารถแสดงอาการตับอักเสบได้แตกต่างกันไปตามระยะของโรค บางรายอาจไม่พบความผิดปกติใด ๆ เลยในระยะแรก จนกว่าตับจะได้รับความเสียหายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งลักษณะอาการตามระยะได้ดังนี้
1. อาการตับอักเสบเฉียบพลัน
ตับอักเสบเฉียบพลันอาการในระยะแรกอาจไม่ปรากฏชัดเจน หรือผู้ที่มีความเสี่ยงอาจสังเกตพบความผิดปกติได้ ดังต่อไปนี้
- รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียตลอดเวลา
- ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา
- ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
- เบื่ออาหาร
- มีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับรู้สึกไม่สบายตัว
- คันตามผิวหนัง
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- มีภาวะดีซ่าน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง
ในกรณีของอาการไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักแสดงอาการโรคตับเริ่มแรกในลักษณะใกล้เคียงกับที่กล่าวมาข้างต้น
2. อาการตับอักเสบเรื้อรัง
ตับอักเสบเรื้อรังมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก จนกว่าตับจะเริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือเข้าสู่ภาวะตับวาย ซึ่งบางครั้งตรวจพบได้จากผลตรวจเลือดเท่านั้น แต่เมื่ออาการเริ่มปรากฏ ผู้ป่วยอาจพบลักษณะดังนี้
- มีภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม
- รู้สึกสับสน มึนงง
- อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีเลือดปน
สาเหตุของภาวะตับอักเสบ เกิดจากอะไรได้บ้าง

สาเหตุของภาวะตับอักเสบนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการติดเชื้อไวรัส การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาบางชนิด รวมถึงความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเอง โดยแต่ละสาเหตุมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้
1. ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)
ไวรัสตับอักเสบเอเป็นเชื้อที่มักปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด เมื่อร่างกายได้รับเชื้อเข้าไป จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-6 สัปดาห์ ก่อนเริ่มแสดงอาการ เชื้อชนิดนี้สามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน จึงพบได้บ่อยในพื้นที่ที่สุขอนามัยไม่ดี ปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่ขาดการดูแลด้านสุขอนามัย
2. ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
ไวรัสตับอักเสบบีเกิดจากการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกัน และการแพร่จากมารดาสู่บุตรระหว่างการคลอด ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักเป็นตับอักเสบเฉียบพลันและหายได้เอง แต่หากได้รับเชื้อตั้งแต่วัยเด็กหรือร่างกายกำจัดเชื้อไม่ได้ อาจพัฒนาไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง โดยไวรัสตับอักเสบบีอาการในระยะแรกมักไม่ชัดเจน ปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
3. ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C)
ไวรัสตับอักเสบซีติดต่อผ่านทางเลือดเช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบบี เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาซ้ำหรือร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการใช้มีดโกนหรือแปรงสีฟันร่วมกัน มักมีอาการไม่ชัดเจน บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เพียงเล็กน้อย และมีโอกาสหายเองได้ แต่ก็สามารถพัฒนาเป็นตับอักเสบเรื้อรังได้เช่นกัน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสชนิดนี้ การรักษาจึงเน้นการใช้ยาเป็นหลัก
4. ไวรัสตับอักเสบดี (Hepatitis D)
ไวรัสตับอักเสบดีมีความแตกต่างจากชนิดอื่น เนื่องจากจะเกิดขึ้นเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังอยู่แล้วเท่านั้น เพราะต้องอาศัยการมีอยู่ของไวรัสตับอักเสบบีจึงจะดำรงอยู่ในร่างกายได้ ติดต่อผ่านทางเลือดและเพศสัมพันธ์เป็นหลัก พบได้บ่อยในบางภูมิภาคของโลก แม้ไม่มีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อชนิดนี้ไปด้วย
5. ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E)
ไวรัสตับอักเสบอีมีลักษณะการติดต่อคล้ายกับไวรัสตับอักเสบเอ คือ ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งมักมาจากการปนเปื้อนของอุจจาระผู้ติดเชื้อในสิ่งแวดล้อม จึงมักพบการระบาดในพื้นที่ที่ขาดสุขอนามัยที่ดีเช่นเดียวกัน
6. ภาวะไขมันพอกตับ
ภาวะไขมันพอกตับที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อตับเป็นเวลานาน สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของตับได้ แม้ผู้ที่มีภาวะนี้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ก็ตาม โดยมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง และพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับตามมา
7. การดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของตับ ถือเป็นระยะแรกที่อาจนำไปสู่ไขมันพอกตับ ภาวะตับแข็ง และตับวายตามมาได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรจำกัดปริมาณการดื่มและดูแลสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอ
8. การใช้ยาและสารพิษบางชนิด
ยาบางประเภทรวมถึงสารพิษบางชนิดสามารถส่งผลกระทบต่อเซลล์ตับได้โดยตรง หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิดร่วมกันโดยไม่จำเป็น
9. สาเหตุอื่น ๆ
ตับอักเสบยังอาจเกิดจากการตอบสนองผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าทำลายเนื้อเยื่อตับเอง (Autoimmune Hepatitis) ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมบางอย่างร่วมด้วย
ภาวะแทรกซ้อนของภาวะตับอักเสบ
ภาวะตับอักเสบ หากเกิดความเสียหายจนกระทบต่อการทำงานของตับ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะตับวาย และมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอื่น ๆ ได้ เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติ ท้องมาน ภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำของตับ ภาวะไตวาย อาการทางสมองที่มีสาเหตุจากโรคตับ มะเร็งตับ และเสียชีวิตได้
การวินิจฉัยภาวะตับอักเสบ
ภาวะตับอักเสบอาจตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่ามีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ หรือมีอาการของตับอักเสบ โดยในเบื้องต้น แพทย์จะซักประวัติการเจ็บป่วย ตรวจร่างกาย และอาจมีการทดสอบอื่น ๆ เพื่อการวินิจฉัยร่วมด้วย เช่น การตรวจเลือด การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากตับ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของเซลล์และการอักเสบของตับ
การรักษาภาวะตับอักเสบ

การรักษาภาวะตับอักเสบจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุและความรุนแรงของแต่ละราย โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมหลังจากการวินิจฉัยอย่างละเอียด ซึ่งมีแนวทางหลักดังนี้
- ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบเอและอี มักเป็นแบบเฉียบพลันและดีขึ้นได้เองในระยะเวลาสั้น แพทย์อาจแนะนำให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามคำแนะนำของแพทย์
- ไวรัสตับอักเสบบี หากเป็นชนิดเฉียบพลันส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เอง แต่หากเป็นชนิดเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องตรวจไวรัสตับอักเสบบีเพื่อประเมินอาการ และได้รับยาต้านไวรัสภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
- ไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันมียาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่ให้ผลการรักษาที่ดี โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
- ไวรัสตับอักเสบดี ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ การรักษาจึงเน้นที่การควบคุมไวรัสตับอักเสบบีซึ่งเป็นสาเหตุร่วม
- ตับอักเสบจากการดื่มแอลกอฮอล์ ควรหยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทันที ร่วมกับการใช้ยาบรรเทาอาการอักเสบของตับตามที่แพทย์สั่ง
- ตับอักเสบจากการใช้ยาหรือสารพิษบางชนิด รักษาได้ด้วยการหยุดใช้ยาหรือสารที่เป็นต้นเหตุ ควบคู่กับการดูแลอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย
- ภาวะไขมันพอกตับ แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง
นอกจากแนวทางการรักษาตามสาเหตุแล้ว วิธีดูแลตับที่ดีในเบื้องต้นคือการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการตรวจค่าตับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินการทำงานของตับได้อย่างแม่นยำ
สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพก่อนเริ่มงาน สามารถอ่านข้อมูล ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน เพิ่มเติมได้ที่ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน
การป้องกันภาวะตับอักเสบ
ภาวะตับอักเสบบางชนิดอาจไม่สามารถป้องกันได้ เช่น ตับอักเสบจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมากเกินไป แต่ตับอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือตับอักเสบจากการดื่มสุรา อาจป้องกันได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
- รักษาสุขอนามัย ล้างมือให้สะอาด ไม่ใช้เข็มฉีดยา และของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ ร่วมกัน
- ไม่สัมผัสเลือดหรือของเหลวจากผู้ที่ติดเชื้อไวรัสไวรัสตับอักเสบ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อไวรัสตับอักเสบ
- เลือกรับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำต้มหรือน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบต่าง ๆ
- มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การสวมถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ด้วย
- การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและบี
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกหลักโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสะสมของไขมันในตับ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ควรปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ทุกครั้งในการใช้ยา และควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง หากเป็นโรคตับหรือกำลังใช้ยาอื่น ๆ ร่วมด้วย
- เลือกอาหารเสริมอย่างรอบคอบ หากต้องการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนบริโภคผลิตภัณฑ์ใด ๆ เสมอ
ภาวะตับอักเสบ ภัยเงียบใกล้ตัว ดูแลตับให้แข็งแรงไปกับสมิติเวช ศรีราชา
ตับอักเสบเป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการติดเชื้อไวรัส การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยา หรือไขมันพอกตับ ซึ่งในระยะแรกมักอาการตับอักเสบไม่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตตัวเองและการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะนี้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาว
การดูแลตับที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอให้เกิดอาการไวรัสตับอักเสบบีหรือความผิดปกติก่อนแล้วค่อยรักษา แต่คือการป้องกันตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอาการ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เราพร้อมดูแลสุขภาพตับของผู้ที่มีความเสี่ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรองค่าตับ การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ ไปการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการและการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง ตลอดจนการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบ วางใจได้ด้วยทีมแพทย์ที่พร้อมติดตามดูแลสุขภาพตับอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
- Website:samitivejsriracha.com/th
- เบอร์โทรทั่วไป: 038-320-300
- เบอร์โทรฉุกเฉิน: 038-324-111
- LINE OA: page.line.me/onv7186n
- Facebook:SamitivejSriracha
- Instagram:@samitivejsriracha
- TikTok: @samitivejsriracha
- Shop/Packages: shop.samitivejsriracha.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตับอักเสบ (FAQs)
ตับอักเสบ หายเองได้ไหม?
ตับอักเสบบางชนิด เช่น จากไวรัสตับอักเสบเอ อี หรือตับอักเสบบีชนิดเฉียบพลัน มักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน แต่หากเป็นชนิดเรื้อรังหรือมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ตับอักเสบ ใช้เวลารักษานานไหม?
ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการตับอักเสบในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และบางรายที่มีตับอักเสบอาการแบบเรื้อรังอาจต้องได้รับการติดตามรักษาในระยะยาว
ตับอักเสบ ไม่ควรกินอะไร?
ผู้ที่มีความเสี่ยงตับอักเสบควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป และของหมักดองที่มีสารกันบูด รวมถึงควรระมัดระวังการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ข้อมูลอ้างอิง
- Lafaine M. Grant; Melanie Purres. (10 March, 2024). StatPearls Publishing LLC. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK554549/
- Viral Hepatitis. (31 January, 2025). Viral Hepatitis Basics. https://www.cdc.gov/hepatitis/about/index.html
- World Health Organization (WHO). (1 September, 2019). Hepatitis. https://www.who.int/news-room/questions-and-answers/item/hepatitis
19 เมษายน 2566

โปรแกรมตรวจสุขภาพตา
ดูทั้งหมด

พญ.หนึ่งฤทัย ภิรมย์
ความชำนาญ : อายุรศาสตร์, โรคระบบทางเดินอาหารและตับ



