ติดต่อสอบถาม 038-320-300

ตับอักเสบ เกิดจากอะไร? รู้ทันอาการ และวิธีดูแลตับให้แข็งแรงได้

พญ.หนึ่งฤทัย ภิรมย์

ตับอักเสบเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญอย่าง "ตับ" ซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เมื่อตับเกิดการอักเสบขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของตับจะลดลง และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวได้

หลายคนอาจสงสัยว่าตับอักเสบเกิดจากอะไร และตับอักเสบอันตรายไหม ซึ่งสาเหตุของภาวะตับอักเสบนี้มีได้หลากหลาย ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส Hepatitis การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่อง หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด ความรุนแรงจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุและระยะเวลาที่เป็น การทำความเข้าใจภาวะตับอักเสบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงดูแลสุขภาพตับได้อย่างถูกต้อง


Key Takeaways

  • ภาวะตับอักเสบ คือภาวะที่เนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบหรือถูกทำลาย แบ่งเป็นชนิดเฉียบพลันที่มักดีขึ้นได้เอง และชนิดเรื้อรังที่ต้องเฝ้าระวังในระยะยาว
  • สาเหตุภาวะตับอักเสบมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาบางชนิด และภาวะไขมันพอกตับ
  • ตับอักเสบ อาการในระยะแรกอาจไม่ชัดเจน แต่หากพบอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบพบแพทย์
  • ตับอักเสบเรื้อรังหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้
  • การตรวจค่าตับและตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลตับที่ช่วยป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก

สารบัญบทความ


ทำความรู้จัก “ตับ” สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย

ตับ (Liver) เป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง ตั้งอยู่บริเวณด้านขวาบนของช่องท้อง ใต้ชายโครงขวา มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.5 กิโลกรัมในผู้ใหญ่ ทำหน้าที่สำคัญหลายด้านที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายโดยรวม โดยหน้าที่หลักของตับมีดังนี้

  • กรองสารพิษและของเสีย ออกจากกระแสเลือด ก่อนขับออกจากร่างกาย
  • ผลิตน้ำดี (Bile) เพื่อช่วยย่อยไขมันในระบบทางเดินอาหาร
  • สังเคราะห์โปรตีน ที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • สะสมพลังงานและสารอาหาร เช่น ไกลโคเจน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ
  • เผาผลาญยาและแอลกอฮอล์ ที่ร่างกายได้รับเข้าไป

ภาวะตับอักเสบ คืออะไร อันตรายไหม

ตับอักเสบอันตรายไหม

ภาวะตับอักเสบ(Hepatitis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบหรือถูกทำลาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การติดเชื้อไวรัส (ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี)
  • การใช้ยาหรือได้รับสารพิษบางชนิด
  • การตอบสนองผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าทำลายเนื้อเยื่อตับเอง
  • การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
  • ภาวะตับอักเสบที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ เช่น ภาวะไขมันสะสมในตับ

เมื่อเนื้อเยื่อตับได้รับความเสียหายจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งข้างต้น หากปล่อยให้ภาวะนี้ดำเนินไปอย่างเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา การทำงานของตับอาจเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในระยะยาวได้


ภาวะตับอักเสบ แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง

ภาวะตับอักเสบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ตามระยะเวลาและความรุนแรงของการดำเนินโรค ได้แก่ ตับอักเสบเฉียบพลัน และตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งทั้งสองชนิดมีลักษณะอาการและระดับความอันตรายที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. ตับอักเสบเฉียบพลัน (Acute Hepatitis)

เป็นตับอักเสบที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบางชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ในกรณีส่วนใหญ่ ร่างกายของผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถกำจัดเชื้อและฟื้นตัวได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน โดยไม่ทิ้งความเสียหายถาวรต่อตับ แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด 

2. ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis)

เป็นตับอักเสบที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน มักพบในผู้ที่ติดเชื้อตับอักเสบบีหรือตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง ถือเป็นชนิดที่น่ากังวลมากกว่า เนื่องจากเนื้อเยื่อตับที่ถูกทำลายซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดสะสม พัฒนาเป็นภาวะตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้ในระยะยาว หากไม่ได้รับการติดตามอาการอย่างเหมาะสม 


ภาวะตับอักเสบ อาการเป็นอย่างไร

อาการตับอักเสบ

ภาวะตับอักเสบสามารถแสดงอาการตับอักเสบได้แตกต่างกันไปตามระยะของโรค บางรายอาจไม่พบความผิดปกติใด ๆ เลยในระยะแรก จนกว่าตับจะได้รับความเสียหายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งลักษณะอาการตามระยะได้ดังนี้ 

1. อาการตับอักเสบเฉียบพลัน

ตับอักเสบเฉียบพลันอาการในระยะแรกอาจไม่ปรากฏชัดเจน หรือผู้ที่มีความเสี่ยงอาจสังเกตพบความผิดปกติได้ ดังต่อไปนี้

  • รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียตลอดเวลา
  • ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา
  • ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • เบื่ออาหาร
  • มีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับรู้สึกไม่สบายตัว
  • คันตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
  • มีภาวะดีซ่าน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง

ในกรณีของอาการไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักแสดงอาการโรคตับเริ่มแรกในลักษณะใกล้เคียงกับที่กล่าวมาข้างต้น

2. อาการตับอักเสบเรื้อรัง

ตับอักเสบเรื้อรังมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก จนกว่าตับจะเริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือเข้าสู่ภาวะตับวาย ซึ่งบางครั้งตรวจพบได้จากผลตรวจเลือดเท่านั้น แต่เมื่ออาการเริ่มปรากฏ ผู้ป่วยอาจพบลักษณะดังนี้

  • มีภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม
  • รู้สึกสับสน มึนงง
  • อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีเลือดปน

สาเหตุของภาวะตับอักเสบ เกิดจากอะไรได้บ้าง

ไวรัสตับอักเสบบีเกิดจากอะไร

สาเหตุของภาวะตับอักเสบนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการติดเชื้อไวรัส การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาบางชนิด รวมถึงความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเอง โดยแต่ละสาเหตุมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้ 

1. ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)

ไวรัสตับอักเสบเอเป็นเชื้อที่มักปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด เมื่อร่างกายได้รับเชื้อเข้าไป จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-6 สัปดาห์ ก่อนเริ่มแสดงอาการ เชื้อชนิดนี้สามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน จึงพบได้บ่อยในพื้นที่ที่สุขอนามัยไม่ดี ปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่ขาดการดูแลด้านสุขอนามัย 

2. ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)

ไวรัสตับอักเสบบีเกิดจากการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกัน และการแพร่จากมารดาสู่บุตรระหว่างการคลอด ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักเป็นตับอักเสบเฉียบพลันและหายได้เอง แต่หากได้รับเชื้อตั้งแต่วัยเด็กหรือร่างกายกำจัดเชื้อไม่ได้ อาจพัฒนาไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง โดยไวรัสตับอักเสบบีอาการในระยะแรกมักไม่ชัดเจน ปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน 

3. ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C)

ไวรัสตับอักเสบซีติดต่อผ่านทางเลือดเช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบบี เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาซ้ำหรือร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการใช้มีดโกนหรือแปรงสีฟันร่วมกัน มักมีอาการไม่ชัดเจน บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เพียงเล็กน้อย และมีโอกาสหายเองได้ แต่ก็สามารถพัฒนาเป็นตับอักเสบเรื้อรังได้เช่นกัน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสชนิดนี้ การรักษาจึงเน้นการใช้ยาเป็นหลัก 

4. ไวรัสตับอักเสบดี (Hepatitis D)

ไวรัสตับอักเสบดีมีความแตกต่างจากชนิดอื่น เนื่องจากจะเกิดขึ้นเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังอยู่แล้วเท่านั้น เพราะต้องอาศัยการมีอยู่ของไวรัสตับอักเสบบีจึงจะดำรงอยู่ในร่างกายได้ ติดต่อผ่านทางเลือดและเพศสัมพันธ์เป็นหลัก พบได้บ่อยในบางภูมิภาคของโลก แม้ไม่มีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อชนิดนี้ไปด้วย

5. ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E)

ไวรัสตับอักเสบอีมีลักษณะการติดต่อคล้ายกับไวรัสตับอักเสบเอ คือ ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งมักมาจากการปนเปื้อนของอุจจาระผู้ติดเชื้อในสิ่งแวดล้อม จึงมักพบการระบาดในพื้นที่ที่ขาดสุขอนามัยที่ดีเช่นเดียวกัน 

6. ภาวะไขมันพอกตับ

ภาวะไขมันพอกตับที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อตับเป็นเวลานาน สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของตับได้ แม้ผู้ที่มีภาวะนี้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ก็ตาม โดยมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง และพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับตามมา 

7. การดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของตับ ถือเป็นระยะแรกที่อาจนำไปสู่ไขมันพอกตับ ภาวะตับแข็ง และตับวายตามมาได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรจำกัดปริมาณการดื่มและดูแลสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอ

8. การใช้ยาและสารพิษบางชนิด

ยาบางประเภทรวมถึงสารพิษบางชนิดสามารถส่งผลกระทบต่อเซลล์ตับได้โดยตรง หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิดร่วมกันโดยไม่จำเป็น

9. สาเหตุอื่น ๆ

ตับอักเสบยังอาจเกิดจากการตอบสนองผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าทำลายเนื้อเยื่อตับเอง (Autoimmune Hepatitis) ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมบางอย่างร่วมด้วย 


ภาวะแทรกซ้อนของภาวะตับอักเสบ

ภาวะตับอักเสบ หากเกิดความเสียหายจนกระทบต่อการทำงานของตับ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะตับวาย และมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอื่น ๆ ได้ เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติ ท้องมาน ภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำของตับ ภาวะไตวาย อาการทางสมองที่มีสาเหตุจากโรคตับ มะเร็งตับ และเสียชีวิตได้


การวินิจฉัยภาวะตับอักเสบ

ภาวะตับอักเสบอาจตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่ามีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ หรือมีอาการของตับอักเสบ โดยในเบื้องต้น แพทย์จะซักประวัติการเจ็บป่วย ตรวจร่างกาย และอาจมีการทดสอบอื่น ๆ เพื่อการวินิจฉัยร่วมด้วย เช่น การตรวจเลือด การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากตับ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของเซลล์และการอักเสบของตับ


การรักษาภาวะตับอักเสบ

ตรวจไวรัสตับอักเสบบี  

การรักษาภาวะตับอักเสบจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุและความรุนแรงของแต่ละราย โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมหลังจากการวินิจฉัยอย่างละเอียด ซึ่งมีแนวทางหลักดังนี้

  • ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบเอและอี มักเป็นแบบเฉียบพลันและดีขึ้นได้เองในระยะเวลาสั้น แพทย์อาจแนะนำให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ไวรัสตับอักเสบบี หากเป็นชนิดเฉียบพลันส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เอง แต่หากเป็นชนิดเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องตรวจไวรัสตับอักเสบบีเพื่อประเมินอาการ และได้รับยาต้านไวรัสภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
  • ไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันมียาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่ให้ผลการรักษาที่ดี โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
  • ไวรัสตับอักเสบดี ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ การรักษาจึงเน้นที่การควบคุมไวรัสตับอักเสบบีซึ่งเป็นสาเหตุร่วม
  • ตับอักเสบจากการดื่มแอลกอฮอล์ ควรหยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทันที ร่วมกับการใช้ยาบรรเทาอาการอักเสบของตับตามที่แพทย์สั่ง
  • ตับอักเสบจากการใช้ยาหรือสารพิษบางชนิด รักษาได้ด้วยการหยุดใช้ยาหรือสารที่เป็นต้นเหตุ ควบคู่กับการดูแลอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย
  • ภาวะไขมันพอกตับ แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง

นอกจากแนวทางการรักษาตามสาเหตุแล้ว วิธีดูแลตับที่ดีในเบื้องต้นคือการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการตรวจค่าตับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินการทำงานของตับได้อย่างแม่นยำ

สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพก่อนเริ่มงาน สามารถอ่านข้อมูล ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน เพิ่มเติมได้ที่ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน


การป้องกันภาวะตับอักเสบ

ภาวะตับอักเสบบางชนิดอาจไม่สามารถป้องกันได้ เช่น ตับอักเสบจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมากเกินไป แต่ตับอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือตับอักเสบจากการดื่มสุรา อาจป้องกันได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขอนามัย ล้างมือให้สะอาด ไม่ใช้เข็มฉีดยา และของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ ร่วมกัน
  • ไม่สัมผัสเลือดหรือของเหลวจากผู้ที่ติดเชื้อไวรัสไวรัสตับอักเสบ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อไวรัสตับอักเสบ
  • เลือกรับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำต้มหรือน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบต่าง ๆ
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การสวมถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ด้วย
  • การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและบี
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกหลักโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสะสมของไขมันในตับ
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ควรปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ทุกครั้งในการใช้ยา และควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง หากเป็นโรคตับหรือกำลังใช้ยาอื่น ๆ ร่วมด้วย
  • เลือกอาหารเสริมอย่างรอบคอบ หากต้องการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนบริโภคผลิตภัณฑ์ใด ๆ เสมอ

ภาวะตับอักเสบ ภัยเงียบใกล้ตัว ดูแลตับให้แข็งแรงไปกับสมิติเวช ศรีราชา 

ตับอักเสบเป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการติดเชื้อไวรัส การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยา หรือไขมันพอกตับ ซึ่งในระยะแรกมักอาการตับอักเสบไม่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตตัวเองและการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะนี้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาว

การดูแลตับที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอให้เกิดอาการไวรัสตับอักเสบบีหรือความผิดปกติก่อนแล้วค่อยรักษา แต่คือการป้องกันตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอาการ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เราพร้อมดูแลสุขภาพตับของผู้ที่มีความเสี่ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรองค่าตับ การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ ไปการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการและการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง ตลอดจนการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบ วางใจได้ด้วยทีมแพทย์ที่พร้อมติดตามดูแลสุขภาพตับอย่างต่อเนื่องในระยะยาว 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตับอักเสบ (FAQs)

ตับอักเสบ หายเองได้ไหม?

ตับอักเสบบางชนิด เช่น จากไวรัสตับอักเสบเอ อี หรือตับอักเสบบีชนิดเฉียบพลัน มักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน แต่หากเป็นชนิดเรื้อรังหรือมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ตับอักเสบ ใช้เวลารักษานานไหม?

ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการตับอักเสบในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และบางรายที่มีตับอักเสบอาการแบบเรื้อรังอาจต้องได้รับการติดตามรักษาในระยะยาว 

ตับอักเสบ ไม่ควรกินอะไร?

ผู้ที่มีความเสี่ยงตับอักเสบควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป และของหมักดองที่มีสารกันบูด รวมถึงควรระมัดระวังการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์


ข้อมูลอ้างอิง

19 เมษายน 2566

โปรแกรมตรวจสุขภาพตา

โปรแกรมตรวจสุขภาพตา

ดูทั้งหมด

พญ.หนึ่งฤทัย  ภิรมย์

พญ.หนึ่งฤทัย ภิรมย์

ความชำนาญ : อายุรศาสตร์, โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

แพ็คเกจที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด
โปรแกรมตรวจสุขภาพตา

โปรแกรมตรวจสุขภาพตา

แสงสีฟ้าจากหน้าจอ และรังสียูวีจากแสงแดด อาจนำไปสู่ โรควุ้นในตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก ต้อหิน

โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ด้วยเครื่อง CT Scan

โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ด้วยเครื่อง CT Scan

สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน ไอเรื้อรัง ฝุ่น PM2.5 เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด

ข้อมูลสุขภาพ

ดูทั้งหมด
นวัตกรรมการตรวจและการรักษา ไขมันคั่งสะสมในตับ

นวัตกรรมการตรวจและการรักษา ไขมันคั่งสะสมในตับ

“ไขมันคั่งสะสมในตับ” เป็นสาเหตุโรคตับที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน และสามารถมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการชี้วัดจากโรคหัวใจขาดเลือดและโรคตับ ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึงวิธีการวินิจฉัยโรคและการรักษา การวินิจฉัยโรคไขมันคั่งสะสมในตับ ทางคลินิกมักจะอาศัยดูลักษณะกลุ่มโรค Metabolic syndrome คือ อ้วน, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง มีค่า HDL ต่ำ และความดันโลหิตสูง ร่วมกับดูว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดไขมันคั่งสะสมในตับ

ผู้เขียน: พญ.หนึ่งฤทัย ภิรมย์,นพ.จิตต์พัฒน์ ถนอมธีระนันท์,นพ.นนทพรรธน์  กันตถาวร,พญ.ปัทมา เกียรติภาพันธ์