ติดต่อสอบถาม 038-320-300

หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากอะไร แนวทางการวินิจฉัยและรักษา ?


ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) เป็นหนึ่งในโรคที่คร่าชีวิตผู้คนได้อย่างรวดเร็ว โดยอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยอาจไม่แสดงออกอย่างชัดเจนในระยะแรก จนกระทั่งอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้น การรู้ทันและเข้าใจสาเหตุหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการ รวมถึงการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการรักษาหาย

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร มีกี่ประเภท ?

โดยปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอย่างมีจังหวะสม่ำเสมอ ด้วยระบบไฟฟ้าหัวใจที่ส่งสัญญาณไปกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจให้บีบตัว โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ Arrhythmia คือภาวะที่ระบบไฟฟ้านี้ทำงานผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจเต้นไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเราสามารถแบ่งเป็นประเภทหลัก ๆ ได้ดังนี้

  • ภาวะหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ (Tachycardia) คือการที่หัวใจเต้นเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที ในขณะพัก ซึ่งอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ
  • ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia) คือการที่หัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายและสมองไม่เพียงพอ
  • ภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Irregular cardiac rhythm) เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation หรือ AF) ซึ่งเป็นประเภทที่พบบ่อยและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ

หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากอะไร ?

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ และภาวะความดันโลหิตสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดความเสียหายหรือทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจถูกรบกวนตามไปด้วย
  • ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ โดยผู้ป่วยบางรายเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของเส้นทางนำไฟฟ้าในหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้โดยไม่มีโรคอื่นมาร่วมด้วย
  • การเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจอาจเกิดพังผืด หรือจากภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้การส่งสัญญาณไฟฟ้าติดขัด
  • การใช้ยาเสพติด และสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีนในปริมาณสูง แอลกอฮอล์ หรือการสูบบุหรี่ รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดก็อาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
  • ความเครียด การนอนหลับพักผ่อนน้อย หรือการออกกำลังกายอย่างหักโหมเกินไป ก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน
  • ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ที่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจโดยตรง ทั้งในแบบไทรอยด์ทำงานมากเกินไปและน้อยเกินไป

อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ มักแสดงอาการแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลและประเภทของโรค โดยที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ มีดังนี้

  • รู้สึกใจสั่น เหมือนหัวใจเต้นรัว หัวใจพลิกตัว หรือสะดุด
  • หัวใจเต้นช้าจนเหนื่อยง่าย ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกหมดแรง
  • เจ็บหน้าอก รู้สึกแน่นหรืออึดอัดบริเวณหน้าอก
  • หน้ามืด เวียนศีรษะ เหมือนจะเป็นลม เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
  • หายใจลำบาก หายใจถี่ หรือรู้สึกหอบเหนื่อยผิดปกติ
  • ภาวะวูบหรือหมดสติทันที มักเกิดในกรณีที่อาการรุนแรง ซึ่งอันตรายมากหากเกิดขึ้นขณะขับรถหรือปฏิบัติงานอยู่ใกล้เครื่องจักรที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้สะสมหรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที
วินิจฉัยอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ​​​​​​​

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ ช่วยให้สามารถระบุภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างแม่นยำ โดยเครื่องมือหลักที่แพทย์มักใช้ในการตรวจวินิจฉัย มีดังนี้

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG: Electrocardiogram)

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจขั้นพื้นฐานที่ทำได้รวดเร็ว โดยจะบันทึกสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจเพื่อวิเคราะห์จังหวะและรูปแบบการเต้น ช่วยให้แพทย์ตรวจพบความผิดปกติได้ในเวลาอันสั้น

เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา (Holter Monitor)

การใช้เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา โดยผู้ป่วยต้องสวมใส่เครื่องตลอด 24-48 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเป็นพัก ๆ และไม่ปรากฏให้เห็นในขณะตรวจ ECG ปกติ

ตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram)

การอัลตราซาวนด์หัวใจ ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้ชัดเจน เช่น การบีบตัว ลักษณะลิ้นหัวใจ และขนาดของห้องหัวใจ

การตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (EPS: Electrophysiology Study)

การสวนสายไฟฟ้าเข้าไปในหัวใจ เพื่อหาแหล่งกำเนิดของสัญญาณผิดปกติ และใช้วางแผนการรักษาเฉพาะราย

การตรวจเลือด (Blood Tests)

การตรวจเลือด ใช้เพื่อประเมินระดับเกลือแร่ การทำงานของต่อมไทรอยด์ และค่าต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ

แนวทางการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ขึ้นอยู่กับชนิด ความรุนแรง และสาเหตุของโรค โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกแนวทางที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีแนวทางหลักดังนี้

ยาต้านการเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmic drugs)

การใช้ยาเป็นแนวทางแรกที่แพทย์มักพิจารณา โดยยาต้านการเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmic Drugs) ช่วยควบคุมจังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนี้อาจมีการใช้ยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)

สำหรับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นช้าเกินไป การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกจะช่วยส่งสัญญาณไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจเต้นในจังหวะที่เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่อง

การทำคาร์ดิออฟเวอร์ชัน (Cardioversion)

วิธีนี้เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณน้อย เพื่อรีเซตจังหวะการเต้นของหัวใจให้กลับมาเป็นปกติ มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation)

การทำหัตถการที่แพทย์สอดสายสวนเข้าไปยังจุดที่ก่อให้เกิดสัญญาณผิดปกติและทำลายเนื้อเยื่อนั้น ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม

การผ่าตัด Maze Procedure

ในกรณีที่อาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น แพทย์จะทำการผ่าตัด Maze Procedure เพื่อควบคุมและปรับเส้นทางการนำกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจให้กลับมาเป็นจังหวะปกติ ช่วยลดอาการใจสั่นและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะหัวใจล้มเหลว

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

แม้จะไม่สามารถควบคุมบางปัจจัยเสี่ยง แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้ โดยควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสารกระตุ้นหัวใจโดยตรง
  • คุมน้ำหนักและอาหาร เน้นรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ไขมันต่ำ และลดโซเดียม เพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือด
  • ออกกำลังกายอย่างพอดี ในรูปแบบคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง แต่ควรหลีกเลี่ยงการหักโหมจนเกินไป
  • จัดการความเครียด ฝึกสมาธิ พักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจทำงานได้สมดุล

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นโรคที่ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าอาจมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ สามารถนัดหมายแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย ที่ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา ยินดีให้การดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด พร้อมด้วยเครื่องมือแพทย์อันทันสมัย เช่น เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG: Electrocardiogram) เครื่องตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) หรือเครื่องตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Holter Monitoring) เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

โทรศัพท์: 038-320300 ต่อ 4170, 4171, 4172
อีเมล: [email protected]
สถานที่: ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา อาคาร C ชั้น 4 (เปิดให้บริการ 07.00-20.00 น.)

ข้อมูลอ้างอิง

  1. หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภัยเงียบที่ควรรู้ไว้. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/หัวใจเต้นผิดจังหวะ-ภัยเ/
  2. Cardiac arrhythmias. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 จาก https://www.health.harvard.edu/a_to_z/cardiac-arrhythmias-a-to-z

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการและการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (FAQs)

Q : หัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถหายเองได้หรือไม่ ?

A : ในบางกรณีอาการอาจเกิดขึ้นชั่วคราวจากความเครียด พักผ่อนน้อย หรือการได้รับคาเฟอีนมากเกินไป และสามารถกลับมาเป็นปกติได้เอง แต่หากอาการเกิดซ้ำบ่อยหรือมีอาการร่วม เช่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยง่าย ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ทันที

Q : ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ ?

A : สามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือหักโหม เพราะอาจกระตุ้นให้หัวใจทำงานผิดปกติได้

Q : โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมีโอกาสกลับมามีอาการซ้ำหลังรักษาหรือไม่ ?

A : แม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว แต่บางรายยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะหากยังมีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีโรคประจำตัวที่ควบคุมได้ไม่ดี

16 มิถุนายน 2569

แพ็คเกจที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด

ข้อมูลสุขภาพ

ดูทั้งหมด

แคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary artery Calcium Scoring)

แคลเซียมหรือหินปูนที่หัวใจ นี้อาจเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ที่ลิ้นหัวใจ หรือที่เยื่อหุ้มหัวใจ ที่ควรระวังคือหินปูนที่เกาะที่ผนังหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง และจะเกิดขึ้นก่อนเกิดอาการของโรคหัวใจนานหลายปี จากการศึกษาพบว่าปริมาณแคลเซียมนี้สามารถทำนายโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ นอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือการสูบบุหรี่ ภาวะแคลเซี่ยมเกาะที่หลอดเลือดนี้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน