ตาเหลืองเกิดจากอะไร รู้สาเหตุไว รักษาได้ทันท่วงที
อาการตาเหลือง หรือภาวะดีซ่าน เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายมีสารสีเหลือง (บิลิรูบิน) สะสมในกระแสเลือดมากผิดปกติ ซึ่งมักมีต้นตอมาจาก 3 สาเหตุหลัก คือความผิดปกติของตับ การอุดตันของท่อน้ำดี หรือภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัวง่าย โดยนำไปสู่โรคร้ายที่พบบ่อย ได้แก่ ตับอักเสบ ตับแข็ง และนิ่วในถุงน้ำดี หากคุณสังเกตพบอาการตาขาวเปลี่ยนสีร่วมกับปัสสาวะสีเข้ม หรือปวดท้องขวาบน ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อรักษาให้ตรงจุด การดูแลโภชนาการด้วยการเสริมวิตามินบี 12 และโฟเลต หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการตรวจสุขภาพตับเป็นประจำ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและรักษาภาวะนี้ได้อย่างทันท่วงที
"อาการตาขาวเปลี่ยนเป็นตาเหลือง" ไม่ใช่เรื่องปกติ ทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่สำคัญ การละเลยอาการนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การเข้าใจว่าตาขาวเหลืองเกิดจากอะไร รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้อง แนวทางการรักษา และวิธีป้องกัน จะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที
สาเหตุของอาการตาเหลืองเกิดจากอะไร ?
ตาเหลือง หรือภาวะดีซ่าน (Jaundice) เกิดจากการสะสมของสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณตาขาว บิลิรูบินเป็นสารที่เกิดจากการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงเก่าในร่างกาย ซึ่งโดยปกติจะถูกขับออกโดยตับ แต่เมื่อมีปัญหาที่ทำให้กระบวนการนี้ทำงานผิดปกติ บิลิรูบินก็จะสะสมมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการตาเหลืองได้ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้บิลิรูบินสูงขึ้น ได้แก่
- ปัญหาที่ตับ หากมีอาการอักเสบหรือเสียหาย ตับจะไม่สามารถกำจัดบิลิรูบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ปัญหาที่ท่อน้ำดี หากมีการอุดตันเกิดขึ้น น้ำดีที่มีบิลิรูบินจะไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ ทำให้ไหลย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือด
- การสลายตัวของเม็ดเลือดแดง (Hemolysis) หากมากเกินไป ตับจะทำงานหนักเกินขีดจำกัดจนกำจัดบิลิรูบินไม่ทัน
ตาเหลืองเป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง ?
เมื่อถามว่าตาเหลืองเป็นโรคอะไร คำตอบคืออาการนี้ เป็นสัญญาณเตือนของโรคหลายชนิด ดังนี้
- โรคตับแข็ง ไม่ว่าจะเป็นจากไวรัส A, B, หรือ C รวมถึงแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด ทำให้เนื้อตับเสียหายจนทำงานไม่ได้ตามปกติ
- โรคตับอักเสบ เนื้อเยื่อตับปกติถูกแทนที่ด้วยพังผืด มักเกิดจากการดื่มสุราเรื้อรังหรือไวรัสตับอักเสบบีและซีระยะยาว
- โรคท่อน้ำดีอุดตัน มักเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีหลุดมาอุดท่อ หรือเนื้องอกที่กดเบียดท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีไหลผ่านไม่ได้
- โรคมะเร็งตับหรือมะเร็งตับอ่อน ก้อนเนื้อร้ายอาจเข้าไปขัดขวางการทำงานของตับหรือท่อน้ำดี
- โรคทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการกิลเบิร์ต (Gilbert's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ตับจัดการกับบิลิรูบินได้ช้ากว่าปกติ แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง
- โรคเลือดบางชนิด เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หรือภาวะเม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ

ตาเหลืองขาดวิตามินอะไร และโภชนาการที่ช่วยฟื้นฟู
แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักของอาการตาเหลือง แต่การขาดวิตามินบี 12 (B12) และโฟเลต (Folate) อาจส่งผลให้เม็ดเลือดแดงไม่สมบูรณ์และแตกตัวง่าย จนเกิดอาการตาเหลืองตามมาได้ โดยมีแนวทางโภชนาการ เพื่อบำรุงตับและเลือด เช่น
- เน้นผักใบเขียวและผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับ
- เสริมวิตามินบีและธาตุเหล็ก พบมากในไข่แดง เนื้อปลา และธัญพืช เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงที่แข็งแรง
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เพื่อลดภาระการทำงานของตับโดยตรง
- ลดอาหารไขมันสูง เพื่อป้องกันภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นต้นเหตุของตับอักเสบ
อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับตาเหลือง ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องด้านขวาบน อาจบ่งบอกถึงนิ่วในถุงน้ำดี หรือตับอักเสบเฉียบพลัน
- ปัสสาวะสีเข้ม คล้ายน้ำชา และอุจจาระสีซีด เป็นสัญญาณชัดเจนว่าบิลิรูบินไม่สามารถออกทางลำไส้ได้ตามปกติ
- ตัวเหลืองและคันตามผิวหนัง เกิดจากการสะสมของเกลือน้ำดีใต้ผิวหนัง
- คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลดผิดปกติ และอ่อนเพลีย สัญญาณของโรคตับเรื้อรังหรือมะเร็ง
วิธีรักษาและป้องกันอาการตาเหลือง
ภาวะตาเหลืองต้องรักษาที่สาเหตุ ไม่ใช่การรักษาที่ดวงตา โดยมีวิธีการดังนี้
- รักษาตามสาเหตุ เช่น ให้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยตับอักเสบ, การให้เลือดหรือวิตามินในผู้ป่วยโรคเลือด
- การผ่าตัด หากพบว่ามีการอุดตันจากนิ่วในถุงน้ำดี หรือก้อนเนื้องอก แพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องหรือผ่าตัดเพื่อเปิดทางเดินน้ำดี
การป้องกันเบื้องต้น
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะการตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test) จะช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่นำไปสู่โรคตับแข็ง
- ควบคุมน้ำหนักและอาหาร เพื่อป้องกันภาวะไขมันพอกตับ
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น หยุดดื่มแอลกอฮอล์ หรือหลีกเลี่ยงการรับประทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการตาเหลืองและสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคตับหรือระบบทางเดินอาหาร ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงโดยเร็ว ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เรามีแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร พร้อมให้การดูแลและรักษาอย่างตรงจุด
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา
โทร. 038-320-300 ต่อ 5101-5102
ข้อมูลอ้างอิง
- Jaundice. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK544252/
- Everything you need to know about jaundice. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จาก https://www.medicalnewstoday.com/articles/165749
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการตาเหลือง (FAQs)
Q: สังเกตอย่างไรว่าตาเหลืองจากโรค ไม่ใช่เหลืองจากพฤติกรรม ?
A: หากเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเบตาแคโรทีนสูง เช่น แคร์รอต ฟักทอง ผิวหนังจะดูเหลืองแต่ "ตาขาวจะยังเป็นสีปกติ" ส่วนอาการตาเหลืองจากโรคดีซ่าน จะเริ่มเปลี่ยนสีที่ตาขาวก่อนเป็นอันดับแรก และมักมาพร้อมกับปัสสาวะสีเข้มจัด
Q: เป็นโรคตับแต่มีอาการคันตามตัวร่วมกับตาเหลืองเกิดจากอะไร ?
A: เมื่อทางเดินน้ำดีอุดตันหรือตับทำงานผิดปกติ เกลือน้ำดี (Bile Salts) จะสะสมในกระแสเลือดและไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งจะไปกระตุ้นเส้นประสาททำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง โดยที่ทายาแก้แพ้ทั่วไปก็ไม่หาย
Q: พักผ่อนน้อยหรือใช้สายตาหนัก ทำให้ตาเหลืองได้หรือไม่ ?
A: การพักผ่อนน้อยอาจทำให้ตาดูหม่น หมองคล้ำ หรือมีเส้นเลือดฝอยชัดขึ้น แต่ไม่ทำให้ตาขาวกลายเป็นสีเหลืองเข้ม หากตาขาวเปลี่ยนสีชัดเจน มักเกี่ยวข้องกับระบบภายในร่างกายมากกว่าเรื่องการใช้สายตา
Q: หากเคยฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบแล้ว แต่ยังมีอาการตาเหลืองเกิดจากอะไร ?
A: มีโอกาส เพราะวัคซีนป้องกันได้เฉพาะไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัส A และ B แต่อาการตาเหลืองยังเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกมาก เช่น นิ่วในถุงน้ำดี การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด หรือภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ
15 มิถุนายน 2569
TH
EN
CN




