ติดต่อสอบถาม 038-320-300

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร เจ็บหรือไม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?


Key Takeaways
การส่องกล้องกระเพาะอาหาร เป็นวิธีตรวจวินิจฉัยที่ช่วยค้นหาความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ได้เจ็บอย่างที่หลายคนกังวล และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาในระยะยาว นอกจากนี้ การส่องกล้องกระเพาะควรเตรียมตัวอย่างถูกต้อง เช่น การงดน้ำและอาหารตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด รวมถึงแจ้งประวัติการใช้ยาและโรคประจำตัว จะช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลให้มีความปลอดภัย และได้ผลการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

Table of Content

การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์และการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นภายในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างชัดเจน โดยที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้องเหมือนในอดีต

ถึงแม้ระหว่างการส่องกล้องแพทย์จะสามารถดูแลอย่างใกล้ชิดให้มีความปลอดภัย แต่หลายคนยังมีความกลัวว่าจะเจ็บ จนทำให้เกิดความลังเลที่จะเข้ารับการตรวจวินิจฉัย ดังนั้นเพื่อช่วยคลายความสงสัยและลดความวิตกกังวลเหล่านั้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงสัญญาณเตือนที่ควรตรวจ ขั้นตอนการส่องกล้อง รวมถึงวิธีการเตรียมตัวก่อนส่องกล้องกระเพาะอาหาร เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่แม่นยำ

อาการและปัจจัยที่บ่งบอกว่าควรเข้ารับการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยการส่องกล้องกระเพาะอาหาร คือผู้ที่มีอาการผิดปกติ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้

  • อาการปวดท้องเรื้อรัง มักปวดบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือปวดท้องบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ รับประทานยาลดกรดหรือยาเคลือบกระเพาะแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
  • กลืนลำบากหรือกลืนแล้วเจ็บ รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ อาหารติดขัดขณะกลืน หรือมีความรู้สึกเจ็บปวดเวลากลืนอาหาร ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของหลอดอาหารอักเสบหรือมีสิ่งอุดตัน
  • อาการของโรคกรดไหลย้อนรุนแรง แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยวบ่อยครั้ง มีน้ำรสขมหรือเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาในปากและคอ
  • อึดอัด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติหลังจากรับประทานอาหารไปได้เพียงไม่กี่คำ หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • สัญญาณเตือนอันตราย เช่น น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้คุมอาหาร มีภาวะโลหิตจาง ซีด อ่อนเพลีย อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระมีสีดำเข้มเหมือนยางมะตอย ซึ่งควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง คือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

ส่องกล้องกระเพาะอาหารเจ็บหรือไม่ มีขั้นตอนอย่างไร ?

การส่องกล้องกระเพาะอาหารไม่ได้รู้สึกเจ็บอย่างที่หลายคนคิด แต่ระหว่างทำอาจมีความรู้สึกแน่น ๆ หรืออึดอัดบริเวณคอและท้องเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและหายไปได้ในเวลาไม่นาน โดยการส่องกล้องกระเพาะอาหารมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ลงทะเบียนและเตรียมตัวก่อนตรวจ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบประวัติ วัดความดันโลหิต ชีพจร และให้เปลี่ยนเป็นชุดของโรงพยาบาล
  2. ในกรณีใช้ยานอนหลับ หลังจากแพทย์และคนไข้ตกลงร่วมกัน พยาบาลจะทำการเปิดเส้นเลือดดำ ใส่สายน้ำเกลือ เพื่อเตรียมให้ยา
  3. พ่นยาชาที่ลำคอ ในกรณีคนไข้ไม่ได้ใช้ยานอนหลับ เพื่อลดอาการขย้อนและความรู้สึกระคายเคืองขณะที่กล้องผ่านลำคอ ยาชาจะมีรสขมเล็กน้อยและทำให้รู้สึกตึง ๆ ที่คอ
  4. เริ่มส่องกล้อง แพทย์จะให้นอนตะแคงซ้าย และใส่ที่งับปาก เพื่อป้องกันการกัดสายกล้อง จากนั้นแพทย์จะค่อย ๆ สอดกล้องขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีกล้องวิดีโออยู่ที่ปลายสาย ผ่านเข้าทางปาก ลงสู่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น
  5. ตรวจภายในและเก็บตัวอย่าง (ถ้ามี) โดยแพทย์จะทำการสำรวจพื้นผิวภายในอย่างละเอียด หากพบจุดที่น่าสงสัย เช่น แผล เนื้องอก หรือการอักเสบ แพทย์สามารถใช้เครื่องมือขนาดเล็กตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หรือตรวจหาสิ่งผิดปกติอื่น ๆ ได้ทันที ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บเลย
  6. สิ้นสุดการตรวจ เมื่อตรวจเสร็จแล้ว แพทย์จะค่อย ๆ นำกล้องออกอย่างนุ่มนวล โดยรวมแล้วใช้เวลาในการส่องกล้องเพียง 10-15 นาทีเท่านั้น
  7. พักฟื้นหลังตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับการย้ายไปที่ห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1-2 ชั่วโมง จนกว่ายาชาที่คอจะหมดฤทธิ์หรือตื่นจากยานอนหลับอย่างเต็มที่
แพทย์เตรียมตัวทำการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องกระเพาะอาหาร

ก่อนส่องกล้องกระเพาะอาหาร การเตรียมตัวตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การตรวจที่แม่นยำ โดยมีสิ่งที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

  • งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อป้องกันการสำลักอาหารลงสู่ปอดระหว่างการตรวจ และเพื่อให้กระเพาะอาหารไม่มีเศษอาหารบดบังทัศนวิสัยของแพทย์ เช่น หากมีนัดตรวจช่วงเช้า ควรงดอาหาร น้ำดื่ม ขนม และลูกอมทุกชนิดตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไป
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือวาร์ฟาริน (Warfarin) ยาเบาหวาน และยาความดันโลหิต ซึ่งยาบางชนิดอาจต้องหยุดล่วงหน้า 3-7 วัน ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกง่ายและหยุดไหลยากในกรณีที่มีการตัดชิ้นเนื้อ
  • ถอดฟันปลอมก่อนตรวจ รวมถึงการแจ้งพยาบาลหรือแพทย์หากมีฟันโยก ฟันครอบ หรือฟันที่หลุดง่าย เพื่อลดความเสี่ยงที่ฟันจะหลุดหรือเกิดความเสียหายระหว่างสอดกล้องเข้าสู่ช่องปาก
  • แจ้งประวัติการแพ้ยา เช่น แพ้ยาชา ยาแก้ปวด หรือเคยมีปัญหาจากการดมยาสลบในอดีต เพื่อให้ทีมแพทย์และพยาบาลวางแผนการระงับความรู้สึกได้อย่างปลอดภัย

ประโยชน์ของการส่องกล้องทางเดินอาหาร

หลายคนอาจมองว่าการส่องกล้องเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ในความเป็นจริง ประโยชน์ที่ได้รับนั้นมีมากกว่าความกังวลที่มีอยู่ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ช่วยวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากแพทย์มองเห็นภายในทางเดินอาหารได้โดยตรง ทำให้วินิจฉัยได้ถูกต้องกว่าการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียว
  • ตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ หรือเซลล์ผิดปกติก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสรักษาหายได้สูงขึ้น
  • รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ในบางกรณี แพทย์สามารถรักษาได้ทันทีระหว่างการส่องกล้อง เช่น การหยุดเลือด การตัดติ่งเนื้อ หรือการขยายหลอดอาหารที่ตีบแคบ
  • ช่วยติดตามผลการรักษา สำหรับผู้ที่ได้รับการรักษาแล้ว การส่องกล้องช่วยประเมินว่าโรคดีขึ้นหรือไม่ และช่วยปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม

หากอาการปวดท้องเรื้อรัง แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว คลื่นไส้อาเจียน หรือมีความเสี่ยงต่อโรคในระบบทางเดินอาหาร การส่องกล้องกระเพาะอาหารถือเป็นหนึ่งในวิธีการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยค้นหาสาเหตุของอาการได้อย่างตรงจุด และช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการหายจากโรคได้

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจมีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร สามารถนัดหมายแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา พร้อมให้การดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ร่วมกับเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่ต้นเหตุ เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ

สถานที่: ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา อาคาร C ชั้น 11
โทรศัพท์: 038-320-300 ต่อ 5101-5102
อีเมล: [email protected]

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Gastroscopy – a guide for patients. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 จาก https://www.uclh.nhs.uk/patients-and-visitors/patient-information-pages/gastroscopy-guide-patients
  2. Having a Gastroscopy and Colonoscopy – A guide to the test. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 จาก https://www.leedsth.nhs.uk/patients/resources/having-a-gastroscopy-and-colonoscopy-a-guide-to-the-test/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่องกล้องกระเพาะอาหาร ทั้งการเตรียมตัวและการดูแลหลังทำ (FAQs)

Q : ก่อนส่องกล้องกินอะไรได้บ้าง ?

A : โดยทั่วไปควรงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ เพื่อให้กระเพาะอาหารว่างและช่วยให้แพทย์มองเห็นภายในได้ชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จากโรงพยาบาลที่เข้ารับการตรวจเป็นหลัก

Q : ส่องกล้องกระเพาะอาหารใช้เวลานานหรือไม่ ?

A : การตรวจใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แต่หากรวมขั้นตอนการเตรียมตัวและการพักฟื้นหลังตรวจ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ยานอนหลับ อาจใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1-3 ชั่วโมง

Q : หลังส่องกล้องกระเพาะอาหารสามารถรับประทานอาหารได้เมื่อไร ?

A : หากไม่ได้ใช้ยานอนหลับและยาชาที่คอหมดฤทธิ์แล้ว สามารถเริ่มจิบน้ำและรับประทานอาหารอ่อน ๆ ได้ตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนผู้ที่ได้รับยานอนหลับควรรอจนรู้สึกตื่นตัวเต็มที่ก่อนรับประทานอาหาร

16 มิถุนายน 2569

แพ็คเกจที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด

ข้อมูลสุขภาพ

ดูทั้งหมด

นวัตกรรมการตรวจและการรักษา ไขมันคั่งสะสมในตับ

“ไขมันคั่งสะสมในตับ” เป็นสาเหตุโรคตับที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน และสามารถมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการชี้วัดจากโรคหัวใจขาดเลือดและโรคตับ ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึงวิธีการวินิจฉัยโรคและการรักษา การวินิจฉัยโรคไขมันคั่งสะสมในตับ ทางคลินิกมักจะอาศัยดูลักษณะกลุ่มโรค Metabolic syndrome คือ อ้วน, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง มีค่า HDL ต่ำ และความดันโลหิตสูง ร่วมกับดูว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดไขมันคั่งสะสมในตับ

ผู้เขียน: พญ.หนึ่งฤทัย ภิรมย์,นพ.จิตต์พัฒน์ ถนอมธีระนันท์,นพ.นนทพรรธน์  กันตถาวร,พญ.ปัทมา เกียรติภาพันธ์