เช็กด่วน ! 7 อาการกรดไหลย้อน สาเหตุเกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้
โรคกรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร สังเกตได้จากอาการแสบร้อนกลางอกและมีน้ำเปรี้ยวจุกในลำคอ สาเหตุหลักมักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารแล้วนอนทันที ทานอาหารรสจัด หรือมีภาวะน้ำหนักเกิน สำหรับการดูแลเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนเวลารับประทานอาหารและการหนุนศีรษะให้สูงขึ้นขณะนอน อย่างไรก็ดี หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
Table of Content
- ทำความรู้จัก โรคกรดไหลย้อนคืออะไร ?
- กรดไหลย้อน อาการที่คุณไม่ควรละเลย มีอะไรบ้าง ?
- กรดไหลย้อน สาเหตุเกิดจากอะไร ?
- กรดไหลย้อน วิธีแก้และบรรเทาอาการเบื้องต้น
- กรดไหลย้อน แนวทางการรักษาจากแพทย์ มีอะไรบ้าง ?
- ดูแลปัญหากรดไหลย้อนอย่างถูกวิธี ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อน สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา (FAQs)
อาการแสบร้อนกลางอก จุกเสียดแน่น หรือรู้สึกเหมือนมีน้ำเปรี้ยวย้อนขึ้นมาในลำคอ เป็นสัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงอาการโรคกระเพาะธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณชัดเจนของกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease - GERD) โรคที่พบบ่อยในคนวัยทำงาน ที่หากปล่อยไว้เรื้อรัง อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตและการทำงานของระบบทางเดินอาหารได้มากกว่าที่คิด
ทำความรู้จัก โรคกรดไหลย้อนคืออะไร ?
กรดไหลย้อน คือภาวะที่น้ำย่อยหรือกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร โดยสาเหตุหลักมักเกิดจากการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารที่ปิดไม่สนิท ส่งผลให้กรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนไหลขึ้นมาสร้างความระคายเคืองต่อผนังหลอดอาหาร จนทำให้เกิดอาการแสบร้อน จุกเสียด หรือไม่สบายตัวได้
กรดไหลย้อน อาการที่คุณไม่ควรละเลย มีอะไรบ้าง ?
เมื่อระบบทางเดินอาหารส่วนบนเกิดความระคายเคือง ร่างกายจะแสดงสัญญาณเตือนออกมาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแตกต่างกันไป ดังนี้
- แสบร้อนกลางอก (Heartburn) ความรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณลิ้นปี่ลามขึ้นมาถึงหน้าอกหรือลำคอ มักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก
- ขย้อนน้ำเปรี้ยวหรือน้ำขม รู้สึกว่ามีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมย้อนขึ้นมาในปากหรือลำคอ จนทำให้รู้สึกพะอืดพะอม
- จุกเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ หรือแน่นท้องจนหายใจไม่สะดวก คล้ายกับอาการอาหารไม่ย่อย
- ไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบ กรดที่ไหลย้อนขึ้นมาอาจทำให้หลอดลมและกล่องเสียงเกิดการระคายเคือง ส่งผลให้เกิดอาการไอแห้ง ๆ โดยไม่มีสาเหตุ หรือมีเสียงเปลี่ยนในตอนเช้า
- กลืนลำบาก รู้สึกเหมือนมีอาหารติดอยู่ที่หน้าอก หรือต้องใช้ความพยายามในการกลืนมากกว่าปกติ
- ฟันผุหรือมีกลิ่นปาก กรดในกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนจะเข้าไปทำลายเคลือบฟัน และส่งผลให้เกิดกลิ่นปากที่กำจัดยาก
- เจ็บหน้าอก อาการนี้อาจมีความคล้ายคลึงกับโรคหัวใจ แต่สำหรับโรคกรดไหลย้อนมักจะเกิดขึ้นหลังจากการรับประทานอาหาร หรือเมื่ออยู่ในท่านอนหงายและก้มตัว
กรดไหลย้อน สาเหตุเกิดจากอะไร ?
โรคกรดไหลย้อนมักไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและโครงสร้างร่างกาย ดังนี้
- รับประทานอาหารแล้วนอนทันที การนอน เอนหลัง หรือรับประทานมื้อดึกในปริมาณมาก ทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวและมีแรงดันสูง ประกอบกับไม่มีแรงโน้มถ่วงช่วยดึงอาหารลงสู่ด้านล่าง น้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่าย
- รับประทานอาหารรสจัด อาหารเผ็ดจัดหรือเปรี้ยวจัดจะเข้าไปเร่งการหลั่งกรดและระคายเคืองกระเพาะอาหาร ส่วนของทอด ของมัน ช็อกโกแลต ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารคลายตัว
- ภาวะน้ำหนักเกิน น้ำหนักตัวที่มากเกินไปหรือมีไขมันสะสมในช่องท้องเยอะ จะเพิ่มแรงดันภายในช่องท้องและบีบกระเพาะอาหาร ส่งผลให้กรดถูกดันสวนทางขึ้นมาด้านบน
- สูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่ส่งผลให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัวบ่อยขึ้น ทั้งยังลดการสร้างน้ำลายที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งปกติจะช่วยลดความเป็นกรดในระบบทางเดินอาหารส่วนบน
- โครงสร้างร่างกาย สภาวะทางร่างกายบางประการ เช่น ภาวะไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal Hernia) ที่กระเพาะอาหารส่วนต้นเลื่อนขึ้นไปอยู่ในทรวงอก ส่งผลให้หูรูดกะบังลมทำงานผิดปกติและไม่สามารถกักกรดไว้ได้ตามธรรมชาติ
กรดไหลย้อน วิธีแก้และบรรเทาอาการเบื้องต้น
สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการในระยะแรก หรือต้องการป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ถือเป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาความทรมานจากโรคนี้ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้
แบ่งมื้ออาหารให้เล็กลง
เปลี่ยนจากการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ 3 มื้อหลัก มาเป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อต่อวัน เพื่อช่วยลดภาระการทำงานของกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้มีแรงดันในช่องท้องมากเกินไป
ปรับท่านอนให้เหมาะสม
ใช้วิธีหนุนศีรษะและลำตัวส่วนบนให้ลาดเอียงสูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้ว โดยการเสริมความสูงที่ขาเตียงฝั่งหัวนอนหรือใช้หมอนลาดเอียงทางการแพทย์ แทนการใช้หมอนธรรมดาหนุนซ้อนกันหลายใบ เพราะการหนุนหมอนสูงเฉพาะช่วงคอจะทำให้เกิดแรงกดทับที่หน้าท้องและส่งผลให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายขึ้น
ควบคุมน้ำหนักตัว
พยายามดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจากการมีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน จะทำให้แรงดันในช่องท้องสูงขึ้นจนดันกรดในกระเพาะอาหารให้ไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร
หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดรูป
งดการสวมใส่กางเกง ชุดชั้นใน หรือเข็มขัดที่รัดช่วงเอวและหน้าท้องแน่นจนเกินไป เพื่อลดแรงบีบและแรงดันโดยตรงต่อกระเพาะอาหาร
กรดไหลย้อน แนวทางการรักษาจากแพทย์ มีอะไรบ้าง ?
ในกรณีที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามคำแนะนำข้างต้นแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน โดยทั่วไปแพทย์มีแนวทางการรักษาดังนี้
การรักษาด้วยยา
แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามลักษณะและระดับความรุนแรงของอาการ เช่น ยาลดการหลั่งกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร หรือยากลุ่มที่ช่วยเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหาร เพื่อช่วยให้อาหารเคลื่อนผ่านกระเพาะได้เร็วขึ้น
การตรวจวินิจฉัยเชิงลึก
สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาในระยะแรก หรือแพทย์สงสัยว่าอาจมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจแนะนำให้ทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบน (Endoscopy) เพื่อประเมินสภาพเนื้อเยื่อ หลอดอาหาร และดูความรุนแรงของแผลที่เกิดขึ้น
การผ่าตัด
สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงเรื้อรัง ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการรับประทานยา หรือมีปัญหาโครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น ไส้เลื่อนกะบังลม แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาอีกในระยะยาว

ดูแลปัญหากรดไหลย้อนอย่างถูกวิธี ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา
สำหรับผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อนและปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่สอดคล้องกับอาการ โดยศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา มีความพร้อมในการตรวจเช็กด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy) และการเป่าลมหายใจตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย H. Pylori ภายใต้ความร่วมมือกับโรงพยาบาลซาโน่ ประเทศญี่ปุ่น
ผลการตรวจจะนำมาใช้จัดแผนดูแลและเลือกสูตรยาที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาโรคทางเดินอาหาร โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา ติดต่อได้ที่
สถานที่: ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา อาคาร C ชั้น 11
เบอร์โทรศัพท์: 038-320-300 ต่อ 5101-5102
ข้อมูลอ้างอิง
- Gastroesophageal Reflux Disease (GERD). สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569. จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK554462/
- Lifestyle Intervention in Gastroesophageal Reflux Disease. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569. จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25956834/
- Role of Non-pharmacological Interventions and Weight Loss in the Management of Gastroesophageal Reflux Disease in Obese Individuals. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569. จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC9524852/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อน สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา (FAQs)
Q: การเคี้ยวหมากฝรั่งหลังมื้ออาหาร ช่วยลดกรดไหลย้อนได้จริงไหม ?
A: ช่วยได้ เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งกระตุ้นการหลั่งน้ำลายที่เป็นด่างตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดความเป็นกรดในหลอดอาหาร แต่ควรเลือกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของมินต์เพราะอาจทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัว
Q: ยารักษาโรคประจำตัวอื่น ๆ มีผลทำให้กรดไหลย้อนแย่ลงหรือไม่ ?
A: ยาบางกลุ่ม เช่น ยาแก้ปวดขยายหลอดเลือด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาเสริมธาตุเหล็ก มีผลข้างเคียงทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัวหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
Q: การดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ บรรเทาอาการจุกเสียดได้จริงหรือเปล่า ?
A: ช่วยได้ ขิงมีสรรพคุณช่วยขับลมและลดอาการแน่นท้อง แต่ควรดื่มในปริมาณที่พอดี ไม่เข้มข้นจนเกินไป เพราะความเผ็ดร้อนอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหารได้
Q: ทำไมคนท้องถึงเป็นกรดไหลย้อนบ่อยกว่าปกติ ?
A: เกิดจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัว ประกอบกับขนาดมดลูกที่โตขึ้นไปเพิ่มแรงดันในช่องท้อง การดูแลจึงควรเน้นไปที่การแบ่งรับประทานมื้อย่อยและไม่เอนหลังนอนทันทีหลังมื้ออาหาร
16 มิถุนายน 2569
TH
EN
CN









