ติดต่อสอบถาม 038-320-300

กลืนบอลลูนลดน้ำหนัก คืออะไร รู้จักวิธีดูแลหุ่นโดยการแพทย์


Key takeaway 
การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยหลักการลดพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน และควบคุมปริมาณอาหารได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่า BMI 27-35 หรือผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีเดิมแล้วไม่ได้ผล ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 10-20 กิโลกรัม เมื่อทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

Table of Content

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะช่วยควบคุมปริมาณอาหารโดยไม่ต้องผ่าตัด และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หลายคนอาจสงสัยว่ากลไกการทำงานเป็นอย่างไร แตกต่างจากวิธีลดน้ำหนักอื่น ๆ หรือมีข้อควรปฏิบัติอะไรบ้าง บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยและให้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนการตัดสินใจ

ดูแลรูปร่างด้วย "การกลืนบอลลูนลดน้ำหนัก"

บอลลูนลดน้ำหนัก (Gastric Balloon) คือ นวัตกรรมการลดน้ำหนักที่ใช้หลักการ "ลดพื้นที่" ภายในกระเพาะอาหาร เพื่อให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและรับประทานได้น้อยลง โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดหรือการใช้ยาช่วยเหลือ แต่จะเป็นการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร พร้อมเติมน้ำเกลือเข้าไปจนพองตัว ประมาณ 400-700 มิลลิลิตร ภายใต้การทำหัตถการโดยแพทย์

กลไกการทำงานของบอลลูนลดน้ำหนัก

  • ลดพื้นที่ว่างในกระเพาะอาหาร : บอลลูนที่พองตัวจะเข้าไปกินพื้นที่ในกระเพาะประมาณ 60-70% ทำให้เหลือพื้นที่รับอาหารน้อยลง ส่งผลให้คนไข้รับประทานอาหารได้ปริมาณลดลงโดยอัตโนมัติ
  • กระตุ้นสัญญาณความอิ่ม : การที่บอลลูนไปสัมผัสและยืดผนังกระเพาะอาหาร จะส่งสัญญาณไปยังสมองว่า "กระเพาะเต็มแล้ว" ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นตั้งแต่เริ่มมื้ออาหารเพียงไม่กี่คำ
  • ชะลอการระบายอาหาร (Delayed Gastric Emptying) : บอลลูนจะทำหน้าที่เป็นสิ่งกีดขวางตามธรรมชาติ ทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปเคลื่อนที่ผ่านกระเพาะลงสู่ลำไส้ได้ช้าลง ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนานกว่าปกติและลดอาการหิวระหว่างมื้อ
  • ปรับสมดุลฮอร์โมนความหิว : การกดทับของบอลลูนในบางตำแหน่งของกระเพาะอาหาร อาจส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว ทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลง

วิธีใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารและกระบวนการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนเตรียมตัว

งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนทำ แพทย์จะส่องกล้องตรวจกระเพาะล่วงหน้าเพื่อยืนยันว่าไม่มีแผลหรือภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกผิดปกติหรือตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังต้องมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 27 และปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อวางแผนการรักษา

ขั้นตอนการทำหัตถการใส่บอลลูน

  • การเตรียมความพร้อมก่อนรับบริการ : เริ่มจากการงดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง โดยแพทย์จะทำการตรวจเช็กสภาพร่างกาย รวมถึงอาจมีการส่องกล้องเพื่อตรวจสอบความพร้อมของกระเพาะอาหารให้มั่นใจว่าไม่มีแผลหรือการติดเชื้อก่อนเริ่มทำ
  • การดูแลความสะดวกสบายขณะทำ : วิสัญญีแพทย์จะให้ยานอนหลับหรือยาชาผ่านทางหลอดเลือด เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายและไม่รู้สึกตัวในระหว่างขั้นตอนการส่องกล้อง
  • กระบวนการวางตำแหน่งบอลลูน : แพทย์จะทำการส่องกล้องเพื่อนำบอลลูนซิลิโคนขนาดเล็กที่ยังไม่พองตัวผ่านช่องปากลงไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในกระเพาะอาหาร
  • การเติมน้ำเกลือและตรวจสอบความเรียบร้อย : เมื่อบอลลูนอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ จะมีการเติมน้ำเกลือผสมสารสีฟ้า (Methylene Blue) เพื่อให้บอลลูนพองตัวตามขนาดที่กำหนด พร้อมทั้งใช้การ X-ray ยืนยันตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำอีกครั้ง
  • การพักฟื้นหลังเสร็จสิ้น : ขั้นตอนทั้งหมดมักใช้เวลาเพียง 15-30 นาที เมื่อดึงสายเติมน้ำและกล้องออกเรียบร้อยแล้ว ผู้รับบริการจะรอให้ร่างกายฟื้นตัวจากยานอนหลับเพียงชั่วคราว และสามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ทันที

ขั้นตอนการถอดบอลลูน

หลัง 6-12 เดือน จะต้องมาส่องกล้องเจาะบอลลูน ดูดน้ำออก จากนั้นจึงจะดึงออกผ่านปาก โดยใช้เวลาเช่นเดียวกับการใส่ และไม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล ซึ่งผลลัพธ์หลังจากใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร จะช่วยให้คนไข้สามารถลดน้ำหนักได้ 10-20 กิโลกรัม* เมื่อรวมกับการปรับพฤติกรรมตามแผนการรักษาที่วางเอาไว้

*ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ความแตกต่างของการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร VS การผ่าตัดลดความอ้วน

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารและการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ จะมีความแตกต่างที่สำคัญในด้านกระบวนการทางการแพทย์และกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

  • หัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นนาน : การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเป็นทางเลือกที่ไม่ก่อให้เกิดแผลภายนอก เพราะเป็นการนำอุปกรณ์เข้าสู่ร่างกายผ่านช่องปาก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องรอยแผลเป็น หลังทำเสร็จผู้รับบริการใช้เวลาพักฟื้นเพียงสั้น ๆ เพื่อสังเกตอาการคลื่นไส้ในช่วงแรก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้รวดเร็วกว่าการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานหลายสัปดาห์
  • ผลลัพธ์การลดน้ำหนักที่คาดหวังได้
    • การใส่บอลลูน : โดยเฉลี่ยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 10-15% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น ภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี เหมาะสำหรับการลดน้ำหนักในระดับปานกลางและปรับพฤติกรรมการกิน
    • การผ่าตัดลดความอ้วน : มักให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมากกว่า โดยอาจลดได้ถึง 25-30% หรือมากกว่านั้น เนื่องจากเป็นการปรับโครงสร้างระบบทางเดินอาหารแบบถาวร
  • กลุ่มคนไข้ที่เหมาะสม
    • ผู้ที่มีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน : เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในช่วงที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังไม่สูงถึงเกณฑ์ที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ โดยส่วนใหญ่มักเป็นช่วง BMI 27-35
    • ผู้ที่เผชิญภาวะน้ำหนักนิ่ง (Weight Loss Plateau) : เหมาะกับผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่น เช่น การคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างเต็มที่แล้ว แต่ตัวเลขน้ำหนักไม่ขยับลงต่อ
    • ผู้ที่ต้องการตัวช่วยชั่วคราวเพื่อปรับพฤติกรรม : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องมือช่วยสร้างความอิ่มในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อฝึกวินัยการเลือกรับประทานอาหารอย่างยั่งยืน
การใส่บอลลูนใกระเพาะอาหาร  มีผลข้างเคียงหรือไม่ อันตรายไหม

ผลข้างเคียงและความเสี่ยงที่ควรรู้

แม้การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารจะเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงและไม่ต้องผ่าตัด แต่ร่างกายจำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสิ่งแปลกปลอมในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเบื้องต้นและความเสี่ยงที่ควรศึกษาข้อมูลไว้ ดังนี้

  • อาการที่พบบ่อยในช่วงแรก (1-7 วันแรก) : หลังจากใส่บอลลูน ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองในช่วง 2-3 วันแรก เนื่องจากกระเพาะอาหารพยายามบีบตัวเพื่อย่อยบอลลูน อาการที่พบได้ทั่วไป ได้แก่
    • อาการคลื่นไส้และอาเจียน : เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งแพทย์จะจัดเตรียมยาช่วยลดอาการเหล่านี้ไว้ให้
    • อาการปวดท้องหรือแน่นท้อง : ความรู้สึกเหมือนมีของหนักอยู่ในกระเพาะ หรือมีอาการเกร็งบริเวณหน้าท้อง
    • อาการกรดไหลย้อนหรือจุกเสียด : เนื่องจากบอลลูนไปเบียดพื้นที่ ทำให้น้ำย่อยหรืออาหารอาจไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายในระยะแรก
  • ความเสี่ยงในระยะสั้นและระยะยาว : แม้ว่าโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจะพบได้น้อยมาก แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรระมัดระวังภายใต้การดูแลของแพทย์
    • การรั่วซึมหรือการแตกของบอลลูน : หากเกิดการรั่วซึม สารสีฟ้า (Methylene Blue) ที่ใส่ไว้ในบอลลูนจะผสมออกมากับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้รีบมาพบแพทย์เพื่อนำบอลลูนออก
    • การเคลื่อนตัวของบอลลูน : ในกรณีที่บอลลูนรั่วและแฟบลง อาจมีการเคลื่อนตัวไปอุดตันในส่วนของลำไส้ได้ อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมบอลลูนในปัจจุบันออกแบบมาให้ลดความเสี่ยงนี้ได้ค่อนข้างดี
    • การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร : การที่บอลลูนสัมผัสกับผนังกระเพาะเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยการรับประทานยาลดกรดตามที่แพทย์สั่ง

การดูแลตัวเองหลังกลืนบอลลูนลดน้ำหนัก

  • การปรับพฤติกรรมการกิน : เริ่มจากรับประทานอาหารเหลวในช่วงวันแรก ๆ แล้วจึงค่อย ๆ ปรับเป็นอาหารนิ่มและอาหารปกติ โดยเน้นการเคี้ยวให้ละเอียดและรับประทานช้าลง รวมถึงเน้นอาหารโปรตีนสูง เลี่ยงอาหารไขมันสูงและน้ำหวานเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • การติดตามโดยทีมแพทย์ : เข้ารับการตรวจเช็กตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ติดตามตำแหน่งของบอลลูน และรับคำปรึกษาจากนักโภชนาการในการปรับสัดส่วนสารอาหารให้เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละระยะ
  • การออกกำลังกายและวินัยระยะยาว : เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมการเผาผลาญและรักษามวลกล้ามเนื้อ โดยใช้ช่วงเวลาที่ใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเป็นโอกาสในการสร้างนิสัยการใช้ชีวิตใหม่ที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ถาวร แม้หลังจากนำบอลลูนออกแล้วก็ตาม

หากคุณกำลังมองหาวิธีการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลจากทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ได้แก่ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ อายุรแพทย์สาขาต่อมไร้ท่อและ Metabolism อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ศัลยแพทย์ส่องกล้องและผ่าตัดโรคอ้วน สามารถติดต่อได้เลยที่ คลินิกลดความอ้วน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา

เราพร้อมให้บริการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินสุขภาพเบื้องต้น การวางแผนการรักษาด้วยการกลืนบอลลูนที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายเพื่อเริ่มต้นการดูแลสุขภาพได้ที่ โทร. 038-320-300 ต่อ 4101, 4102

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Efficacy of Intragastric Balloons for Weight Loss in Overweight and Obese Adults: a Systematic Review and Meta-analysis of Randomized Controlled Trials. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32300945/
  2. Study shows long-term benefits of weight loss surgery. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จาก https://www.hrc.govt.nz/news-and-events/study-shows-long-term-benefits-weight-loss-surgery
  3. What BMI Qualifies For A Gastric Balloon?. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จาก https://www.batashmedical.com/blog/bmi-for-a-gastric-balloon

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (FAQs)

Q : การใส่บอลลูนลดน้ำหนัก อันตรายไหม ?

A : การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเป็นหัตถการที่ต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการคัดกรองและวินิจฉัยผู้รับบริการที่เหมาะสม การใช้บอลลูนที่ผ่านมาตรฐานทางการแพทย์ และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้น้อยเมื่อดำเนินการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

Q : การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร แตกต่างจากการผ่าตัดลดความอ้วนอย่างไร ?

A : การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างถาวรของกระเพาะอาหาร และสามารถถอดออกได้ ในขณะที่การผ่าตัดลดความอ้วนเป็นการรักษาที่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรงหรือมีโรคร่วม แพทย์จะเป็นผู้ประเมินแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

Q : การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร สามารถลดน้ำหนักได้มากน้อยแค่ไหน ?

A : โดยทั่วไป การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 10-15% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น เมื่อทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามร่างกายและวินัยของแต่ละบุคคล

Q : หลังถอดบอลลูนแล้ว น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มหรือไม่ ?

A : น้ำหนักอาจกลับมาเพิ่มได้ หากไม่มีการปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง การใส่บอลลูนจึงควรเป็นตัวช่วยในการสร้างวินัยช่วงหนึ่ง โดยต้องมีการติดตามจากทีมแพทย์และนักโภชนาการเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

16 มิถุนายน 2569

แพ็คเกจที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด

ข้อมูลสุขภาพ

ดูทั้งหมด

นวัตกรรมการตรวจและการรักษา ไขมันคั่งสะสมในตับ

“ไขมันคั่งสะสมในตับ” เป็นสาเหตุโรคตับที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน และสามารถมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการชี้วัดจากโรคหัวใจขาดเลือดและโรคตับ ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึงวิธีการวินิจฉัยโรคและการรักษา การวินิจฉัยโรคไขมันคั่งสะสมในตับ ทางคลินิกมักจะอาศัยดูลักษณะกลุ่มโรค Metabolic syndrome คือ อ้วน, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง มีค่า HDL ต่ำ และความดันโลหิตสูง ร่วมกับดูว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดไขมันคั่งสะสมในตับ

ผู้เขียน: พญ.หนึ่งฤทัย ภิรมย์,นพ.จิตต์พัฒน์ ถนอมธีระนันท์,นพ.นนทพรรธน์  กันตถาวร,พญ.ปัทมา เกียรติภาพันธ์