ติดต่อสอบถาม 038-320-300

โรคตับแข็ง อาการเป็นอย่างไร พร้อมแนวทางรักษา และวิธีป้องกันโรค


เมื่อพูดถึงโรคตับ หลายคนมักนึกถึงผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคตับแข็ง เป็นวิกฤตสุขภาพใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบ หรือแม้แต่ภาวะไขมันคั่งตับจากพฤติกรรมกินตามใจปาก โรคนี้มักคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าจะรู้ตัวอีกที เซลล์ตับที่ดีก็ถูกพังผืดกลืนกินจนตับเสียหายอย่างถาวร

การเข้าใจสาเหตุของโรคตับแข็ง รวมถึงสังเกตสัญญาณเตือน และปรับพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อรักษาตับของคุณให้แข็งแรงไปอีกนาน

 


 

Key Takeaways

 

  • โรคตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่เพียงแต่การดื่มแอลกอฮอล์หนักเท่านั้น แต่ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง B และ C รวมถึงภาวะไขมันคั่งตับ ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตับเกิดการอักเสบและกลายเป็นพังผืดได้เช่นกัน
  • โรคตับแข็งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ซึ่งในระยะชดเชย ตับยังคงทำงานได้ ผู้ป่วยจึงมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ระยะไม่ชดเชย จะเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องมาน และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
  • การตรวจเลือดและการทำ FibroScan ช่วยให้ตรวจพบภาวะพังผืดในตับได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยไม่ต้องเจ็บตัวเจาะชิ้นเนื้อ
  • ป้องกันโรคตับแข็งได้ด้วยการปรับพฤติกรรม งดแอลกอฮอล์ คุมน้ำหนักตัว ทานอาหารที่มีประโยชน์ และฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ ช่วยชะลอและลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 


 

สารบัญบทความ

 

 


 

โรคตับแข็ง คืออะไร

 

ตับแข็งระยะสุดท้าย

 

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) คือภาวะที่ตับเกิดการสะสมของเนื้อเยื่อพังผืด (Scar Tissue) อันเป็นผลมาจากภาวะตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุต่างๆ เช่น โรคพิษสุราเรื้อรัง ไวรัสตับอักเสบ หรือภาวะไขมันคั่งในตับ เมื่อเกิดการอักเสบเป็นเวลานาน ตับจะพยายามซ่อมแซมตัวเองจนเกิดเป็นผืนพังผืดเข้ามาแทนที่เนื้อเยื่อตับที่ดี ส่งผลให้การทำงานของตับลดลงอย่างถาวร และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ (Liver Cancer) และอาการมะเร็งตับระยะสุดท้ายในอนาคต

 


 

โรคตับแข็ง อาการเป็นอย่างไร

 

ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักไม่แสดงอาการใด ๆ ในระยะแรก จนกระทั่งเนื้อเยื่อตับเกิดความเสียหายอย่างหนักและส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมีสัญญาณเตือนอาการตับแข็งที่ควรสังเกตดังนี้

  • อาการทั่วไป: รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ คลื่นไส้ และมีอาการคันตามผิวหนัง
  • ความผิดปกติทางร่างกาย: เกิดภาวะดีซ่าน (Jaundice) ตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกหรือเกิดจ้ำเลือดง่าย ฝ่ามือแดง และมีเส้นเลือดฝอยคล้ายใยแมงมุมบริเวณหน้าอก
  • ภาวะค้างของน้ำ: โรคตับแข็ง มักมีอาการอาการขา เท้า หรือข้อเท้าบวม รวมถึงมีน้ำสะสมในช่องท้องจนท้องโต (Ascites)
  • ระบบฮอร์โมนและระบบประสาท: ผู้หญิงอาจประจำเดือนขาด ผู้ชายอัณฑะฝ่อหรือเต้านมโต และในระยะรุนแรงอาจเกิดภาวะสับสน ซึมลง หรือพูดไม่ชัด

บทความแนะนำเพิ่มเติม การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานสำคัญอย่างไร ต้องตรวจอะไรบ้าง อ่านต่อได้ที่ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน

 


 

โรคตับแข็ง มีกี่ระยะ

 

โรคตับแข็งแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักตามการทำงานของตับและความรุนแรงของอาการ ซึ่งการรู้ระยะของโรคจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ดังนี้

 

ตับแข็งระยะชดเชย (Compensated Cirrhosis)

 

ตับแข็งระยะชดเชย (Compensated Cirrhosis) เป็นระยะแรกของโรคที่ตับเริ่มมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้น แต่ตับส่วนที่เหลือยังคงทำงานชดเชยได้ตามปกติ ผู้ป่วยในระยะนี้มักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ หรือมีเพียงอาการโรคตับแข็งทั่วไปเบา ๆ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือเหนื่อยง่าย ซึ่งยากต่อการสังเกตเห็นจากภายนอก หากไม่ได้รับตรวจเลือด ตรวจอัลตราซาวนด์ หรือตรวจพังผืดตับ (FibroScan) ก็อาจไม่ทราบว่าเป็นโรคตับแข็ง

 

ตับแข็งระยะไม่ชดเชย (Decompensated Cirrhosis)

 

ตับแข็งระยะไม่ชดเชย (Decompensated Cirrhosis) เป็นระยะที่ตับได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถทำงานชดเชยได้อีกต่อไป ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่สังเกตเห็นอาการของโรคตับได้อย่างชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตจากภาวะน้ำสะสมในช่องท้อง ขาบวม เลือดออกง่าย ฝ่ามือแดง หรือมีเส้นเลือดฝอยคล้ายใยแมงมุม ในระยะนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น อาเจียนเป็นเลือดจากเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร หรือภาวะสับสนจากพิษตับสะสมในสมอง (Hepatic Encephalopathy)

 


 

สาเหตุโรคตับแข็ง เกิดจากอะไร

 

โรคตับแข็งมีอาการอย่างไร

 

โรคตับแข็งเกิดจากการบาดเจ็บและอักเสบเรื้อรังของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งมีสาเหตุนำที่หลากหลาย ดังนี้

  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง: โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบเอ, B, C และ D ที่ทำให้ตับเกิดการอักเสบเรื้อรัง
  • โรคทางพันธุกรรมและระบบเมตาบอลิซึม: เช่น ภาวะ Hemochromatosis (เหล็กสะสมในร่างกายมากเกินไป), โรค Wilson Disease (ทองแดงสะสมในร่างกายผิดปกติ), โรค Cystic Fibrosis, ภาวะสะสมไกลโคเจนในตับผิดปกติ และการขาดสาร Alpha-1 Antitrypsin
  • การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป: การดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายและเกิดพังผืด
  • โรคไขมันคั่งตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์: ภาวะไขมันพอกตับมากผิดปกติจนเกิดการอักเสบและเป็นพังผืดในที่สุด
  • โรคของท่อน้ำดี: เช่น โรคท่อน้ำดีตีบตันในทารก ซึ่งส่งผลให้ส่งผ่านน้ำดีไม่ได้จนตับเสียหาย
  • โรคตับจากระบบภูมิคุ้มกัน: เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติจนทำลายตับหรือท่อน้ำดีตัวเอง เช่น โรคตับอักเสบจากภูมิต้านตนเอง และโรคท่อน้ำดีอักเสบจากภาวะภูมิต้านตนเอง

 


 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง มีอะไรบ้าง

 

พฤติกรรมและการมีสภาวะสุขภาพบางประการถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งอย่างมาก ปัจจัยแรกคือ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ซึ่งส่งผลให้ตับต้องทำงานหนักเพื่อขับสารพิษจนเกิดความเสียหายสะสม 

ปัจจัยต่อมาคือ โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเกิดภาวะไขมันคั่งตับชนิดไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ จนพัฒนาไปสู่อาการตับอักเสบและตับแข็งได้

นอกจากนี้ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงหลักที่พบได้บ่อยทั่วโลก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะเร่งให้เนื้อเยื่อตับกลายเป็นพังผืดรวดเร็วยิ่งขึ้น

 


 

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคตับแข็ง มีอะไรบ้าง

 

เมื่อโรคตับแข็งดำเนินสู่ระยะรุนแรง การทำงานของตับที่ล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย ดังนี้

  • ภาวะความดันในระบบหลอดเลือดตับสูง: ส่งผลให้เกิดขาบวม ท้องมาน ม้ามโต และเสี่ยงต่อภาวะตกเลือดเฉียบพลันจากเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร
  • การติดเชื้อและภาวะทุพโภชนาการ: ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลงจนติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรง อีกทั้งยังดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย
  • ภาวะพิษสะสมในสมองและดีซ่าน: ตับไม่สามารถกำจัดสารพิษและบิลิรูบินออกได้ ทำให้สับสน ซึม โคม่า รวมถึงเกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม
  • ภาวะกระดูกบาง โรคมะเร็งตับ และตับล้มเหลว: ความหนาแน่นของกระดูกลดลงทำให้แตกหักง่าย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ และเสี่ยงต่อภาวะตับล้มเหลวเฉียบพลันเมื่อถูกกระตุ้นจากการติดเชื้อ

 


 

แนวทางการวินิจฉัยโรคตับแข็ง

 

เนื่องจากโรคตับแข็งในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แพทย์จึงมักตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือใช้วิธีการตรวจเพื่อประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุของโรค ดังนี้

  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจเลือดเพื่อดูระดับ บิลิรูบิน (Bilirubin), เอนไซม์ตับ, โปรตีนไข่ขาว, การแข็งตัวของเลือด และคัดกรองไวรัสตับอักเสบ เพื่อประเมินความสามารถในการทำงานของตับ
  • การวินิจฉัยด้วยภาพทางการแพทย์: ใช้การตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound), เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan), หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อประเมินรูปร่างและดูลักษณะพังผืดในตับ
  • การตรวจวัดพังผืดในตับ (FibroScan): ตรวจค่าตับ วัดระดับความแข็งของตับและการสะสมของไขมัน ซึ่งช่วยให้วินิจฉัยโรคตับแข็งได้ตั้งแต่ระยะแรกโดยไม่ต้องเจ็บตัว
  • การตรวจชิ้นเนื้อตับ: เจาะนำเนื้อเยื่อตับมาตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งปัจจุบันทำเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถหาสาเหตุของโรคตับด้วยวิธีอื่นได้

 


 

แนวทางการรักษาโรคตับแข็ง ทำได้อย่างไร

 

โรคตับแข็งรักษาหายไหม

 

การรักษาโรคตับแข็งมีเป้าหมายเพื่อชะลอความเสียหายของเซลล์ตับ ป้องกันไม่ให้โรคยกลุกลาม และบรรเทาอาการผิดปกติ โดยแนวทางการรักษาแบ่งออกตามสาเหตุและความรุนแรงของโรค ดังนี้

 

การรักษาที่สาเหตุของโรค

 

  • งดดื่มแอลกอฮอล์: มุ่งเน้นการขจัดต้นเหตุ หากเกิดจากแอลกอฮอล์ผู้ป่วยต้องเลิกดื่มโดยสิ้นเชิงเพื่อหยุดการสร้างพังผืด
  • ควบคุมปัจจัยเสี่ยงและน้ำหนัก: หากเกิดจากภาวะไขมันคั่งตับ ต้องควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ทานยารักษาไวรัสตับอักเสบ: ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ B หรือ C จะได้รับยารักษาตรงจุดเพื่อลดการทำลายตับอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้ยาเฉพาะโรคและรับประทานสารอาหารเสริม: การใช้ยาปรับภูมิคุ้มกันหรือยารักษาภาวะท่อน้ำดีอักเสบ ร่วมกับการรับประทานสารอาหารเสริม จะช่วยชะลอการเสื่อมของตับและป้องกันภาวะทุพโภชนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การรักษาภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง

 

  • คุมโซเดียมและทานยาขับปัสสาวะ: สำหรับผู้ที่มีอาการบวมน้ำหรือท้องมาน เพื่อช่วยลดการค้างของของเหลวในร่างกาย
  • ลดความดันหลอดเลือดตับและป้องกันเลือดออก: ใช้ยาลดความดัน ร่วมกับการส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อตรวจหาและรัดเส้นเลือดโป่งพองป้องกันการตกเลือด
  • ป้องกันการติดเชื้อและขับสารพิษ: รับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อ และใช้ยาลดการสะสมสารพิษในเลือดเพื่อป้องกันภาวะสมองบกพร่อง
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งตับสม่ำเสมอ: เฝ้าระวังและตรวจคัดกรองมะเร็งตับด้วยการทำอัลตราซาวนด์ทุก 6 เดือน

 

หัตถการและการรักษากรณีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

 

  • การเจาะระบายน้ำในช่องท้อง: หากมีน้ำในช่องท้องปริมาณมากจนอึดอัด แพทย์อาจทำการเจาะระบายน้ำออกเพื่อบรรเทาอาการ
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation): ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วยกรณีตับเสียหายรุนแรงจนล้มเหลว โดยนำตับที่สมบูรณ์มาทดแทนตับเดิม
  • เงื่อนไขสำหรับผู้ป่วยจากแอลกอฮอล์: การจะรับพิจารณาปลูกถ่ายตับได้ ต้องผ่านการประเมินความพร้อม เข้าโปรแกรมดูแลรักษา และมีความมุ่งมั่นที่จะเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปตลอดชีวิตอย่างเคร่งครัด

 


 

ป้องกันโรคตับแข็งได้อย่างไรบ้าง

 

การดูแลรักษาสุขภาพตับตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดพังผืดและโรคตับแข็ง โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางสำคัญได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ลดหรือเลิกการดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันเซลล์ตับถูกทำลาย
  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ: เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไร้มัน พร้อมทั้งลดอาหารไขมันสูง
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ: รักษาดัชนีมวลกายเพื่อลดการสะสมไขมันในตับ อันเป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
  • ลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ: ฉีดวัคซีนป้องกัน หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และสวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบ B และ C

 


 

โรคตับแข็ง สังเกตอาการ และรีบเข้ารับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา

 

โรคตับแข็งไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แม้ว่าพังผืดในตับจะกู้คืนได้ยาก แต่การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่มและการปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม สามารถหยุดการลุกลามและช่วยให้ตับกลับมาทำงานได้มีประสิทธิภาพอีกครั้ง การดูแลตับจึงเป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัวที่ควรร่วมมือกันป้องกันก่อนที่สายเกินแก้

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา พร้อมเคียงข้างคุณและครอบครัวในทุกช่วงชีวิต ด้วยบริการตรวจคัดกรองพังผืดและไขมันสะสมในตับ (FibroScan) พร้อมโปรแกรมตรวจสุขภาพตับที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์เฉพาะทางคอยให้คำแนะนำอย่างอบอุ่นและเข้าใจง่าย ให้คุณและคนที่คุณรักอุ่นใจ พร้อมมีสุขภาพตับที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

 


 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตับแข็ง (FAQs)

 

ป่วยเป็นโรคตับแข็ง ดูแลตัวเองอย่างไร?

 

ผู้ป่วยตับแข็งควรงดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด รับประทานอาหารมีประโยชน์ที่โซเดียมต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารดิบ ควบคุมน้ำหนักตัว และทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องงดใช้ยาสมุนไพรหรือยาซื้อเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตับทำงานหนักขึ้น

 

โรคตับแข็ง เตรียมตัวก่อนพบแพทย์อย่างไร?

 

จดบันทึกประวัติ อาการผิดปกติ รวบรวมยาทุกชนิดที่รับประทานอยู่ รวมถึงเตรียมข้อมูลโรคประจำตัวและประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ควรงดน้ำและอาหารล่วงหน้า 6–8 ชั่วโมง หากมีความจำเป็นต้องตรวจเลือดหรือตรวจอัลตราซาวนด์ และควรพาญาติมาร่วมฟังผลด้วย

 

โรคตับแข็ง อยู่ได้นานแค่ไหน?

 

ระยะเวลาการมีชีวิตขึ้นอยู่กับระยะของโรค หากพบตั้งแต่ระยะแรกและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายสิบปี แต่หากเข้าสู่ระยะไม่ชดเชยหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยอาจอยู่ที่ประมาณ 2–5 ปี ทั้งนี้การผ่าตัดปลูกถ่ายตับจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากยิ่งขึ้น

 


 

ข้อมูลอ้างอิง

 

05 ตุลาคม 2569

แพ็คเกจที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด

ข้อมูลสุขภาพ

ดูทั้งหมด