ไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร? อาการ สาเหตุ พร้อมวิธีการป้องกัน
อาการเหนื่อยง่าย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือผิวและดวงตาเหลือง อาจดูเหมือนอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในสาเหตุที่ไม่ควรมองข้ามคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่าที่คิด
แม้โรคนี้มักจะไม่พัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่การรู้เท่าทันอาการไวรัสตับอักเสบและปัจจัยเสี่ยง รวมถึงเข้าใจวิธีป้องกันอย่างถูกต้อง จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคไวรัสตับอักเสบเอได้
Key Takeaways
- ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อตับ ติดต่อได้ง่ายผ่านอาหาร น้ำ หรือสิ่งที่ปนเปื้อนเชื้อ
- อาการไวรัสตับอักเสบเอที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม และผิวหรือตาเหลือง
- การป้องกันไวรัสตับอักเสบเอทำได้ด้วยการล้างมือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อ
สารบัญบทความ
- โรคไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร
- โรคไวรัสตับอักเสบเอ อาการเป็นอย่างไร
- โรคไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากอะไร ติดต่อทางไหนได้บ้าง
- กลุ่มเสี่ยงโรคไวรัสตับอักเสบเอ มีใครบ้าง
- วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเอได้อย่างไร
- โรคไวรัสตับอักเสบเอรักษาได้ไหม ทำได้อย่างไร
- ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเออย่างไร
- ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนโรคไวรัสตับอักเสบเอ
- ป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ วางแผนดูแลสุขภาพไปกับสมิติเวช ศรีราชา
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบเอ (FAQs)
โรคไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร

โรคไวรัสตับอักเสบเอ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus : HAV) ซึ่งส่งผลต่อตับและทำให้เกิดตับอักเสบ โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
โดยทั่วไปแล้ว โรคไวรัสตับอักเสบเอมักไม่พัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่สามารถหายเป็นปกติได้ แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรงและต้องได้รับการดูแลจากแพทย์
โรคไวรัสตับอักเสบเอ อาการเป็นอย่างไร
โรคไวรัสตับอักเสบเอ อาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละราย โดยเฉพาะในเด็กที่อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย ในขณะที่ผู้ใหญ่มักมีอาการไวรัสตับอักเสบเอชัดเจนกว่า เช่น
- มีไข้ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายตัว
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดท้องหรือไม่สบายบริเวณชายโครงขวา
- ปัสสาวะสีเข้ม และอุจจาระมีสีซีดลง
- ผิวหนังและตาเหลือง (Jaundice)
- คันตามผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดร่วมกับภาวะตัวเหลืองตาเหลือง
- ปวดข้อ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่บางราย
อาการของโรคอาจค่อย ๆ ปรากฏขึ้นหลังได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ และมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละราย การสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นจึงมีส่วนช่วยให้เข้ารับการตรวจและดูแลได้อย่างเหมาะสม
โรคไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากอะไร ติดต่อทางไหนได้บ้าง
โรคไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากการติดเชื้อ Hepatitis A Virus (HAV) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยสาเหตุและช่องทางการติดต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอที่พบบ่อย ได้แก่
- รับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือผ่านการจัดการที่ไม่ถูกสุขอนามัย
- สัมผัสเชื้อจากผู้ติดเชื้อ ผ่านการปนเปื้อนจากอุจจาระเข้าสู่ปาก (Fecal-Oral Route) เช่น การรับประทานอาหารร่วมกันโดยมีสุขอนามัยไม่เหมาะสม
- สัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วนำมือเข้าสู่ปากโดยไม่ได้ล้างมือ
การรู้ว่าไวรัสตับอักเสบเอติดต่อทางไหนจึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ โดยเฉพาะการใส่ใจเรื่องสุขอนามัยและความสะอาดของอาหารและน้ำที่รับประทาน
กลุ่มเสี่ยงโรคไวรัสตับอักเสบเอ มีใครบ้าง
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ได้แก่ ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคหรือมีสุขอนามัยไม่ดี ผู้ที่รับประทานอาหารหรือน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงผู้ที่ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ
นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง เช่น ตับแข็ง หรือมีเชื้อ HIV หากติดเชื้อยังอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไวรัสตับอักเสบรุนแรงมากกว่าคนทั่วไปด้วย จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันการติดเชื้อตับอักเสบเอเป็นพิเศษ
- ไขมันพอกตับ โรคฮิตของคนยุคใหม่ อ่านสาระดี ๆ ได้ที่นี่ : ไขมันพอกตับ
วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเอได้อย่างไร
การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบเอ แพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ และปัจจัยเสี่ยงร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อยืนยันการติดเชื้อด้วยการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ Hepatitis A Virus (HAV) โดยเฉพาะ Immunoglobulin M (IgM) ซึ่งมักจะพบในระยะที่มีการติดเชื้อเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังอาจมีการตรวจค่าตับ เช่น ระดับเอนไซม์ตับ เพื่อประเมินความผิดปกติของตับร่วมด้วย
- ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ตรวจอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไรดี? อ่านสาระดี ๆ ได้ที่นี่ : ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน
โรคไวรัสตับอักเสบเอรักษาได้ไหม ทำได้อย่างไร

โดยทั่วไปไวรัสตับอักเสบเอสามารถหายได้เองและยังไม่มีการรักษาเฉพาะที่กำจัดเชื้อได้โดยตรง การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบจึงเน้นการดูแลตามอาการและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว เช่น พักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการผิดปกติอื่น แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาตามอาการร่วมด้วย ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาบางชนิดที่อาจส่งผลต่อตับ โดยเฉพาะในช่วงที่ตับยังมีการอักเสบหรือตับติดเชื้อ
ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเออย่างไร
ไวรัสตับอักเสบเอ ป้องกันด้วยการลดโอกาสสัมผัสเชื้อและดูแลสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีแนวทางดังนี้
- ล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และเลือกอาหารจากแหล่งที่สะอาด ปลอดภัย
- ดื่มน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือน้ำที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาด
- หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรืออุปกรณ์รับประทานอาหาร
- รักษาสุขอนามัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ดูแลผู้ป่วย ควรล้างมืออย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
- ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรืออาจเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อไวรัสตับเอ
ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนโรคไวรัสตับอักเสบเอ
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบเอที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง ซึ่งกลุ่มที่ควรพิจารณารับวัคซีนตับอักเสบเอ ได้แก่
- ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดหรือพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอสูง
- ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง เนื่องจากหากตับติดเชื้อหรือไวรัสลงตับอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น
- ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพ เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเชื้อ Hepatitis A Virus (HAV)
- ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อจากการทำงานหรือการดูแลผู้ติดเชื้อ โดยควรประเมินความเหมาะสมในการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นรายบุคคล
ป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ วางแผนดูแลสุขภาพไปกับสมิติเวช ศรีราชา
ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคติดเชื้อที่สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการดูแลสุขอนามัย การรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด รวมถึงการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอในผู้ที่มีความเสี่ยง การรู้จักช่องทางการติดต่อและสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีส่วนช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคไวรัสตับอักเสบได้
ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา พร้อมให้บริการตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำด้านการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ รวมถึงการประเมินความเหมาะสมในการรับวัคซีนสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อช่วยวางแผนดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดูแลรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเอโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Website: samitivejsriracha.com/th
- เบอร์โทรทั่วไป: 038-320-300
- เบอร์โทรฉุกเฉิน: 038-324-111
- LINE OA: page.line.me/onv7186n
- Facebook: SamitivejSriracha
- Instagram: @samitivejsriracha
- TikTok: @samitivejsriracha
- Shop/Packages: shop.samitivejsriracha.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบเอ (FAQs)
ไวรัสตับอักเสบเอกับบี ต่างกันอย่างไร?
ไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีเกิดจากเชื้อไวรัสคนละชนิดและมีช่องทางการติดต่อแตกต่างกัน โดยไวรัสตับอักเสบเอมักติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ส่วนไวรัสตับอักเสบบีมักติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงสามารถพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรังได้
ไวรัสตับอักเสบเอ กี่วันหาย?
โดยทั่วไปผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอสามารถหายเองได้ภายในประมาณ 1-2 เดือน แต่อาการอ่อนเพลียอาจยังคงอยู่นานกว่านั้นในบางราย ระยะเวลาฟื้นตัวจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอต้องฉีดกี่ครั้ง?
โดยทั่วไปวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอสำหรับผู้ใหญ่จะฉีด 2 ครั้ง โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ ตารางการฉีดวัคซีนอาจแตกต่างกันตามชนิดของวัคซีนและคำแนะนำของแพทย์
ข้อมูลอ้างอิง
- World Health Organization. (2026, July 28). Hepatitis A. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-a
- European Centre for Disease Prevention and Control. (n.d.). Hepatitis A. https://www.ecdc.europa.eu/en/hepatitis-A/facts
- Centers for Disease Control and Prevention. (2025, Jan 31). Hepatitis A vaccination. https://www.cdc.gov/hepatitis-a/vaccination/index.html
05 ตุลาคม 2569





